mahaoath's profileนตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    ห่าง space อีกแล้ว

    พอดีมัวแต่วุ่นกับการทำ web ของวัด เลยไม่ค่อยได้เข้า space เท่าไร อย่างไรก็ช่วยเข้าไปดู web ของวัดใหญ่ และช่วยแนะนำด้วยนะครับ สาธุ บุญรักษาครับ
     
    คลิ๊กเข้าเว็ปวัดใหญ่ฯ
     
    http://watyaichaimongkol.net หรือถ้าเข้าไม่ได้ ลอง http://watyai.igetweb.com ก่อน ตอนนี้การจด domain name และการ hosting ยังไม่ค่อยเรียบร้อยครับ
     

    ประกาศ : website ของวัดใหญ่ชัยมงคล

    ขณะนี้ website ของวัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยา สามารถใช้ได้แล้ว ที่ url ดังนี้

    ความตายเป็นเรื่องปกติ

    DSC00679DSC00687
    DSC00682DSC00684
    DSC00686DSC00690
     
    ๔ นาฬิกา ๒๙ นาที ของวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๑ พระวัดใหญ่ชัยมงคล ลดจำนวนลงอีก ๑ รูป เนื่องจาก หลวงตา พระวิบูลย์  วิมโล อายุ ๘๐ ปี ได้ถึงแก่มรณภาพลงด้วยอาการสงบ
     
    ย้อนอดีตคิดถึงเมื่อตัวเองยังด้อยประสบการณ์ด้านความตาย เมื่อญาติ ๆ หรือ เพื่อน ๆ ที่สนิทกันเสียชีวิต ก็มีความเศร้าเสียใจอย่างมาก แต่ว่าเมื่ออายุมากขึ้น ผ่านงานศพมากขึ้น รวมทั้งได้เรียนธรรมะของพระศาสดา หรือแม้กระทั่งได้ไปสวดพระอภิธรรมศพญาติโยม ก็ตาม ล้วนมีผล ทำให้ใจกระเพื่อมน้อยลง ความเศร้าเสียใจดูจะมีน้อยลงกว่าก่อนนัก
     
    คงเพราะทำใจได้บ้างว่า " ความตายเป็นเรื่องปกติ " จะไม่ปกติได้อย่างไร ก็ในเมื่อทุกคนเกิดแล้ว ก็ต้องตายเป็นแน่ ถ้าไม่อยากตาย ก็ต้องไม่เกิดอีก ต้อง " นิพพาน "
     
    อย่าประมาท ไม่มีใครทราบวันตายของตน จะตายวัน ตายพรุ่ง ก็ไม่รู้ เร่งทำ " นิพพาน " กันเถิด อย่าประมาทเลย

    วันวิสาขบูชา เวียนมาบรรจบ

    สงกรานต์แล้ว ต่อไปวันสำคัญอีกวัน ก็คือวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญของโลก ในฐานะที่เป็นวันประสูตร ตรัสรู้ และปรินิพพานของ พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา
     
    สำหรับวัดใหญ่ชัยมงคล วันวิสาขบูชา นอกจากเป็นวัน " พระใหญ่" แล้ว ยังเป็นวันสำคัญที่เรียกกันเล่น ๆ ว่าวันห่มผ้าเจดีย์ เพราะประเพณีของวัดใหญ่ฯ คือ ไม่นิยมการจัดงานรื่นเริงใด ๆ งานส่วนมากจัดแบบเรียบง่าย นอกจากงานถวายผ้าห่มพระเจดีย์ชัยมงคล เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ เรียกว่าเป็นงานประจำปี หรือเป็น " วันชาติ " ของวัดใหญ่ฯ เลยก็ว่าได้
     
    งานห่มผ้าเจดีย์ จัดเป็นประจำทุก ๆ ปี ในวันวิสาขบูชา ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน ๖ ผ้าขนาดประมาณกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๔๐ เมตร ที่พระภิกษุ แม่ชี และฆารวาสญาติโยม ช่วยกันตัดเย็บขึ้น จะถูกเชิญขึ้นห่มพระเจดีย์ชัยมงคล ด้วยกำลังศรัทธาของท่านสาธุชนทั้งหลาย ถ้าดูจากภาพจะเห็นว่าน่าปลาบปลื้มใจแค่ไหน
     
    นอกจากพิธี "ห่มผ้าเจดีย์" แล้ว วัดใหญ่ชัยมงคล ยังมีการทำบุญตักบาตร เวลา ๘ นาฬิกา ถวายภัตตาหารเพล ถวายผ้าไตรจีวร และสรงน้ำพระภิกษุสงฆ์ พร้อมกันในวันวิสาขบูชาทุก ๆ ปีส่วนเวลาค่ำ ก็เป็นปกติของทุก ๆ วัดที่ต้องมีการเวียนเทียนเพื่อถวายเป็น พุทธบูชา ธรรมบูชา และสังฆบูชาอีกด้วย ตกดึกมีการสมาทานเนสัชชิกธุดงค์ ทรงไว้ซึ่งอิริยาบท ๓ คือยืน เดิน นั่ง เว้นจากการนอน เพื่อเจริญจิตภาวนา และเจริญพระพุทธมนต์ จนเวลา ๒๔ นาฬิกา จึงจะเป็นอันเสร็จสิ้นกิจวัตร และกิจกรรมวันวิสาขบูชาของวัดใหญ่ชัยมงคล
     
    ขอเจริญพรเชิญชวนท่านทั้งหลายมาร่วมปฏิบัติธรรมกัน  ยินดีต้อนรับท่านสาธุชนทุกท่านครับ [ หากต้องการมาถือศีลบวชขาว คลิ๊กที่นี่เพื่ออ่านระเบียบการก่อน ]
     
    DSC07721DSC07722DSC07723DSC07726DSC07739DSC07750

    ภาพจากงานบุญวันสงกรานต์

    เชิญชมภาพถ่ายจากงานสงกรานต์ ณ วัดใหญ่ชัยมงคล พระนครศรีอยุธยา [ คลิ๊กที่นี่ ] แถมด้วยตัวอย่างลีลาการแสดงพระธรรมเทศนา ของหลวงพ่อพระครูพิสุทธิ์บุญสาร ( แก่น  ปุญฺญสมฺปนฺโน ) เจ้าอาวาส วัดใหญ่ชัยมงคล
      

    อยากฟังเต็ม ๆ ขอเชิญดาวน์โหลดได้ครับ [ คลิ๊กเพื่อดาวน์โหลด ]

    ทำบุญวันสงกรานต์

    ทำบุญวันสงกรานต์ที่วัดใหญ่ชัยมงคล วันที่ ๑๓ และ ๑๔ เมษายน ๒๕๕๑ เวลา ๐๘.๐๐ น.
     
    วันมหาสงกรานต์ วันเนา และวันเถลิงศก คือ วันไหน
     
              คำว่า “สงกรานต์” มาจากภาษาสันสฤต แปลว่า “ก้าวขึ้นหรือเคลื่อนย้าย”  อันหมายถึงการเคลื่อนย้ายของพระอาทิตย์จากราศีหนึ่งสู่อีกราศีหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำทุกเดือน แต่เมื่อใดก็ตามที่พระอาทิตย์เคลื่อนจากราศีมีนสู่ราศีเมษ โบราณถือว่าเป็นการเคลื่อนย้ายครั้งสำคัญ เรียกว่า “มหาสงกรานต์” เพราะถือว่าเป็นการเคลื่อนเข้าสู่วันปีใหม่อันเป็นการนับตามคติเดิม  ซึ่งมักจะตกอยู่ในราว ๑๓ ๑๔ ๑๕ เมษายน ซึ่งแต่ละวันก็จะมีชื่อเรียกต่างกันคือ วันที่ ๑๓ เมษายน จะเรียกว่า วันมหาสงกรานต์ คือวันที่พระอาทิตย์ย้ายเข้าสู่ราศีเมษอย่างที่กล่าวข้างต้น และวันนี้เป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติด้วย  ส่วนวันที่ ๑๔ เมษายน เรียกว่า วันเนา แปลว่า วันอยู่ คือ วันที่พระอาทิตย์เริ่มอยู่เข้าที่เข้าทางในราศีเมษแล้ว และรัฐบาลได้กำหนดให้วันนี้ เป็นวันครอบครัว ส่วนวันที่ ๑๕ เมษายนเรียกว่า วันเถลิงศก คือวันเปลี่ยนจุลศักราช ใหม่  ทั้งสามวันนี้ กำหนดเรียกแบบตายตัวไว้ก็เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ แต่หากดูตามประกาศสงกรานต์อันเป็นการคำนวณทางโหราศาสตร์แล้ว  ในบางปีอาจจะมีการคลาดเคลื่อนกันบ้าง (จุลศักราช เริ่มหลังพุทธศักราช ๑๑๘๑ ปี  เวลาจะหาจุลศักราช  ก็เอาพุทธศักราชปีนั้นตั้ง ลบด้วย ๑๑๘๑ ก็จะได้จุลศักราชของปีที่หา)
     
    ประกาศสงกรานต์ปีพ.ศ. ๒๕๕๑
     
    “ปีชวด  เทวดาผู้ชาย ธาตุน้ำ สัมฤทธิศก  จุลศักราช  ๑๓๗๐ ทางจันทรคติ  เป็นปกติมาสวาร ทางสุริยคติ  เป็นอธิกสุรทิน  (อธิกสุรทิน คือ ปีที่เดือนกุมภาพันธ์มี ๒๙ วัน /สัมฤทธิศก  คือ ปีที่จุลศักราชลงท้ายด้วย ๐ ศูนย์ )
                วันที่ ๑๓ เมษายน เป็น วันมหาสงกรานต์ ตรงกับ ณ วันอาทิตย์ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๕ เวลา ๑๘ นาฬิกา ๒๔ นาที 
                 ทุงสะเทวี นางสงกรานต์ปีชวด           
                นางสงกรานต์ ทรงนามว่า ทุงสะเทวี  ทรงพาหุรัด ทัดดอกทับทิม  อาภรณ์แก้วปัทมราค  ภักษาหารอุทุมพร (ผลมะเดื่อ)  พระหัตถ์ขวาทรงจักร พระหัตถ์ซ้ายทรงสังข์    เสด็จนั่งมาเหนือหลังครุฑ เป็นพาหนะ
                วันที่ ๑๕ เมษายน เวลา ๒๒ นาฬิกา ๕๓ นาที  ๒๔ วินาที  เปลี่ยนจุลศักราชใหม่ เป็น ๑๓๗๐ ปีนี้ วันพุธเป็นธงชัย  วันอังคารเป็นอธิบดี  วันอังคารเป็นอุบาทว์  วันพฤหัสบดีเป็นโลกาวินาศ
                ปีนี้ วันอาทิตย์เป็นอธิบดีฝน  บันดาลให้ฝนตก ๔๐๐ ห่า ตกในโลกมนุษย์ ๔๐ ห่า  ตกในมหาสมุทร ๘๐ ห่า ตกในป่าหินพานต์ ๑๒๐  ห่า ตกในเขาจักรวาล ๑๖๐ ห่า นาคให้น้ำ ๔ ตัว
                เกณฑ์ธัญญาหาร ได้เศษ ๒ ชื่อวิบัติ   ข้าวกล้าในภูมินา  จะได้ผลกึ่ง  เสียกึ่ง
    เกณฑ์ธาราธิคุณ  ตกราศีวาโย (ลม) น้ำน้อย
                จากประกาศสงกรานต์ข้างต้น   และดูตามคำพยากรณ์โบราณ  จะเห็นได้ว่าวันมหาสงกรานต์ปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์   ท่านว่าพืชพันธุ์ธัญญาหารไม่สู้งอกงามนัก  ส่วนวันจันทร์เป็นวันเนา มักจะเกิดความไข้ต่างๆ เกลือจะแพง นางพญาจะร้อนใจ  วันอังคารเป็นวันเถลิงศก  ข้าราชการทุกหมู่เหล่าจะมีความสุข  มีชัยชนะแก่ศัตรูหมู่พาล ส่วนทางล้านนาว่า ถ้าวันสังกรานต์ล่อง (หรือวันมหาสงกรานต์) ตรงกับวันอาทิตย์แล้ว  ปีนั้นข้าว หมากเกลือจักแพง  คนจักเป็นพยาธิ ข้าศึกจะมีแก่บ้านเมือง หนอนแมลงจักกินพืชไร่  แถมนางสงกรานต์ท่านเสด็จมา“ท่านั่ง”  ซึ่งอิริยาบถนี้  เขาก็ว่าจะนำมาซึ่งความเจ็บไข้  ผู้คนล้มตายและจะเกิดเหตุเภทภัยต่างๆ  อ่านโดยรวมแล้ว ดูท่าว่าจากวันปีใหม่สากลจนถึงปีใหม่แบบไทยคือวันสงกรานต์ปีนี้   มีแต่เรื่องชวนหดหู่ไม่น้อย ส่วนดีมีนิดเดียว และแม้จะไม่ดูคำทำนาย  แต่จากสภาพเศรษฐกิจ ตลอดจนดินฟ้าอากาศที่ผ่านมาก็บ่งบอกอนาคตได้อยู่แล้ว  ยิ่งมีความเชื่อสมัยก่อนมาตอกย้ำเช่นข้างต้น  หลายคนคงแทบหมดหวัง  หรือเกิดอาการท้อแท้ยิ่งขึ้น
    อย่างไรก็ตาม  หากย้อนไปดูนางทุงสะเทวี   นางสงกรานต์ปีหนูนี้   ถ้าอ่านให้ดีจะพบว่า  พระนางนั้นนอกจากจะดูไม่ดุแล้ว  ยังทรงครุฑ ซึ่งเป็นพาหนะของพระนารายณ์หรือพระวิษณุ  ผู้เป็นหนึ่งในสามมหาเทพของพราหมณ์  และในพระหัตถ์ยังทรงจักรและสังข์  ที่เป็นอาวุธของพระนารายณ์อีกเช่นกัน  ดังนั้น หากจะมองในด้านบวก นางทุงสะเทวีก็เป็นเสมือน “นอมินี” ของพระนารายณ์ที่ทรงมีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองโลก   และปราบปรามเหล่ายักษ์อสูรที่คอยมาสร้างความเดือดร้อนแก่มนุษย์   ส่วนภักษาหารที่เป็นผลมะเดื่อนี้  ทางฮินดูถือเป็นไม้มงคล  และตามหลักวิทยาศาสตร์ก็เป็นผลไม้ที่มีแคลเซียมสูง  สัตว์ต่างๆจึงชอบกินผลมะเดื่อ  อีกทั้งเปลือก  รากและผลของมะเดื่อ  ก็มีสรรพคุณทางยา โดยสามารถแก้ท้องร่วง  ชะล้างบาดแผล   สมานแผล   ถอนพิษไข้  และเป็นยาระบายอีกด้วย  ดังนั้น หากเรามีความเชื่อมั่นว่า “เมืองไทยไม่สิ้นคนดี” พร้อมยึดพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต   คือ รู้จัก “พอ” ในการกิน การอยู่ และใช้ชีวิตแล้ว  ก็เชื่อว่า  เหล่ามารทั้งหลายไม่ว่าจะมาจากระบบทุนนิยม  บริโภคนิยม  ฯลฯ ก็มิอาจมาทำร้ายเราได้
     

    เพลงธรรม

       
    เพลงนี้ลองฟังเนื้อร้องครับ แต่งตามหลักคำสอนของพระศาสดาชัด ๆ


    วีณาแกว่งไกว ( อัสนี-วสันต์  โชติกุล )
    แม่น้ำสายกว้าง แลฝั่งไม่เห็น
    ชีวิตลำเค็ญ ไม่เว้นเวียนวน
    แสนเชี่ยวหนักหนา โรคายื้อยุด
    มารผจญโผล่ผุด โทรมทรุดร่างกาย
    (อโรคยา อโรคยา อโรคยา ปรมา ลาภา)
    (อโรคยา อโรคยา อโรคยา ปรมา ลาภา)

    เห็นด้วยปัญญา รู้ว่าฝั่งมี
    เล่าว่าฝั่งนี้ ยังมีร่มเย็น
    หลวงตาหัวเรือ ท่านเชื่อหนักหนา
    ท่านเคยเล่าว่า "ฝั่งนี้หนาเคยไป"

    คืนสงบวันเพ็ญ ฉันแลเห็นแสง
    ที่ไม่ร้อนแรง สว่างแจ้งภายใน
    มองเมื่อหลับตา วีณาแกว่งไกว
    แขวนกิ่งน้อยใหญ่ ยามสายลมพา

    ทุกสิ่งสลายพลัน เมื่อฉันลืมตา
    และฉันพบว่า ฉันกลับมาที่เรือ
    เร่งฝีพายเถิด จักเกิดกำลัง
    นำเรือเทียบฝั่ง ลำพังตนเอง
    (นิพพานัง นิพพานัง นิพพานัง ปรมัง สุขัง)
    (นิพพานัง นิพพานัง นิพพานัง ปรมัง สุขัง)
    (นิพพานัง นิพพานัง นิพพานัง ปรมัง สุขัง)
      

    ส่วนท่านที่ค้นหาเพลงธรรม เพลงสวดมนต์ อยู่ละก็ ดูที่หน้าแรกนะครับ

    upload ไว้ให้แล้ว load กันได้เลย

    สาธุ ครับ
    แถม version Black Head ให้ด้วย

    เก็บตกจากงานบวชเณร

     

    ความเหมือน ที่แตกต่าง ระหว่างธรรมยุต กับมหานิกาย

    ส่งการบ้าน ธรรมยุติ มหานิกาย ความเหมือนต่าง

       

       

      ธรรมะสวัสดีครับ

       

      ก่อนคณะธรรมยาตราออกเดินทางไปเซกอง ได้มอบการบ้านให้ผมไว้ ซึ่งผมน้อมรับด้วยความยินดี แต่แอบหนักใจ เพราะคำถามนั้นคือ

       

      ' ธรรมยุติ & มหานิกาย เหมือนต่างกันอย่างไร '

       

      คำถามนี้ยาก เพราะมันมีหลายเลเวลครับ ถ้าตอบแบบธรรมดาก็

       

    1. สีจีวรต่างกัน

       

      มหานิกายจะห่มสีส้มทอง แต่ธรรมยุติจะห่มสีเข้ม ที่เรียกว่า สีแก่นขนุน

      แต่เดี๋ยวนี้ แยกออกมาอีกหลากหลาย มีทั้งแก่นทอง แก่นกลัก แก่นแดงพระป่า ฯลฯ

       

      แต่ความต่างอันนี้ก็ไม่จำเป็น อีกแล้วครับ เพราะอย่างสายหลวงพ่อชา พระอาจารย์สุรศักดิ์ เองก็เป็นมหานิกาย ที่ห่มจีวรสีธรรมยุติ

       

      อีกประการหนึ่งที่ทำให้สังเกตุยากในพิธีหลวง คือ สงฆ์สองนิกาย จะใช้จีวรสีพระราชนิยม (ที่เรียกบิดเบือนไปว่า สีพระราชทาน) เป็นสีกลางระหว่างสองนิกายครับ เพื่อความเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันเมื่อประชุมพร้อมกัน และไม่ทำให้เกิดความแตกแยกด้วยครับ

       

      เกร็ด : เล่าว่าสายพระป่าใช้สีจีวรออกแดง เพราะหลวงปู่มั่นท่านสงสัยว่าในสมัยพุทธกาล พระครองจีวรสีอะไรกัน และสีนี้ก็ปรากฏในสมาธิของท่าน จึงใช้ต่อๆกันมาเป็นอาจารียาวาสครับ

       

       

      ประสพการณ์ : ขณะที่บวชอยู่ทราบว่าพระป่าท่านจะไม่ค่อยซักจีวรกัน เพราะใช้ด้วยความระมัดระวัง และด้วยข้อจำกัดของการอยู่ป่า ท่านจึงมักครองซักระยะ แล้วใช้ต้มจีวร พร้อมแก่นขนุน หรือสีสังเคราะห์ครับ

       

      สีย้อมจีวรนี่คนนึกไม่ถึงกัน จึงไม่ค่อยได้ถวาย ขอแนะนำสีตรากิเลนครับ เพราะจะติดดี ใช้อัตราส่วน

      สีเหลืองทอง 2 กระป๋อง ต่อสีกรัก(สีอัลโกโซน) 1 กระป๋อง และบวกด้วยสีแดงนิดหน่อย ต่อจีวรหนึ่งผืนครับ

       

      ใครอยากถวายของหาได้ยาก งานนี้ได้เลย โมทนาด้วยครับ

       

       

    2. ครองจีวรต่างกัน

       

      มหานิกายมักจะห่มดอง โดยสังเกตุได้ว่าจะพันผ้ารัดอกทับสังฆาฏิ และมือสองข้างเป็นอิสระ โดยเฉพาะในงานพิธีการ นอกจากนั้น  ก็จะมีการห่มมังกร โดยหมุนผ้าลูกบวบทางขวาเวลาออกนอกวัด ส่วนเมือถึงเวลาทำสังฆกรรมจะคาดผ้าที่หน้าอก และมีผ้าสังฆาฏิพาดที่ไหล่ซ้าย แต่เหลือน้อยวัดแล้ว เช่นที่วัดสะเกศ เป็นต้น

       

      ส่วนธรรมยุติ จะห่มลูกบวบ โดยม้วนๆๆ ใส่ไว้ใต้รักแร้ข้างซ้าย เวลางานพิธีก็เพียงพันผ้ารัดอกทับไปเลย บางทีเรียกกันลำลองว่าห่มดองธรรมยุติ

       

      แต่เดี๋ยวนี้ความต่างน้อยลงเพราะ  มีพระบัญชาของสมเด็จพระมหาสมณะเจ้ากรมพระวชิรญาณวโรรส ให้พระภิกษุทั่วสังฆมณฑลห่มผ้าตามแบบของธรรมยุติกนิกายทั้งหมด อีกประการที่เหมือนกันคือ พระไทยจะห่มคลุมไหล่ทั้งสองข้างเมื่ออยู่นอกวัด และลดไหล่ซ้ายยามอยู่ในวัด ซึ่งแตกต่างจากของพม่าที่ทำตรงข้ามกัน

       

       

      3. ปัจจัย

       

      อย่างที่ทราบกันว่า พระธรรมยุตินั้นจะไม่จับปัจจัย แต่สามารถรับใบโมทนาบัตรได้ ส่วนพระมหานิกายนั้น ไม่ถือในข้อนี้

       

      ในหนังสือบูรพาจารย์เล่าว่า หลวงปู่มั่น เคยออกปากไล่พระอาคันตุกะ เพราะนำอสรพิษติดตัวมาด้วย ตอนแรกพระท่านก็งง แต่นึกออกภายหลังว่านำเงินติดใส่ย่ามมาด้วย

       

      ดร. สนอง วรอุไร ท่านสรุปว่าสองนิกายรับเงินได้ เพียงแต่มีวิธีคนและแบบเท่านั้นครับ

       

      แต่ก็ยังมีข้อยกเว้นนะครับ พระบางรูปท่านถือเรื่องเงินว่า เป็นเรื่องที่ท่านจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเลย 

       

      อย่างที่วัดมเหยงคณ์มีพระอาจารย์ที่ผมและทิดทั้งหลายนับถือมากท่านหนึ่ง ท่านไม่รับถวายปัจจัย ไม่ว่าในรูปแบบใดและข้าวของใดๆทั้งสิ้น นอกจากจำเป็นจริงๆ ท่านเป็นมหาเปรียญ ๗ ประโยค ผู้แตกฉานในพระไตรปิฏก แต่เร่งความเพียรในการภาวนา และอยู่อย่างเรียบง่ายยิ่งนัก เป็นพระสุปฏิปัณโณที่แท้จริง และสอนจริงทั้งทฤษฏี และ ปฏิบัติ แต่จะหาตัวยาก เพราะท่านมักออกธุดงค์ไปตามที่ต่างๆโดยเดินไป และไม่อาจติดต่อได้

       

      ขอออกนามท่าน  'พระอาจารย์มหาสุชาติ สุชาโต' ด้วยความเคารพเหนือเกล้า (จิตตอนนี้นึกถึงพระมหากัสปะผู้เป็นเลิศในธุดงควัตร)

       

      แต่การจับปัจจัย รับปัจจัยหรือไม่ ไม่อาจบ่งชี้ว่าท่านใดบริสุทธิ์หรือไม่นะครับ เพราะเป็นเพียงการแสดงออกของกายบัญญัติ มิใช่เจตนาปรมัตถ์ เช่นที่หลวงปู่แหวนเอาแบ๊งค์ห้าร้อยมามสนบุหรี่สูบ พระธรรมยุติสายป่าเองก็ปรับท่านอาบัติมิได้ โดยหลวงตามหาบัวท่านรับรองไว้

       

    3. ฉันในบาตร

       

      กริยานี้บางท่านก็ว่าเป็นข้อต่างของสองนิกาย เพราะธรรมยุติมักจะฉันในบาตร แต่พระมหานิกายรับบาตรแล้วแยกฉันในจาน

       

      ข้อนี้ก็ตอบยากเพราะมีวัดธรรมยุติที่ไม่ใช่สายป่าบางวัดก็ฉันในจาน และพระมหานิกายบางรูปที่ถือธุดงควัตรข้อนี้ก็ฉันแต่ในบาตร

       

      เกร็ด : ถ้าจะนำบาตรไปถวายพระป่า ควรเลือกปากกว้างซัก 9 นิ้ว และไม่มีขอบเพื่อกันเศษอาหารเข้าไปติดบูดเน่าได้นะครับ

       

    4. การรับบาตร และเก็บอาหาร

       

      พระสายป่าท่านจะเคร่งเรื่องนี้ครับ ว่ารับเฉพาะของที่ฉันได้ทันที ดังนั้นจะไม่รับของแห้งพวกข้าวสาร หรือของที่ฉันไม่ได้เช่น แปรงสีฟัน ใส่ในบาตร แม้เป็นเพียงการรับเชิงสัญลักษณ์ เช่นตักบาตรปีใหม่ ท่านจะเสี่ยงให้ถวายกับมือแทน หรือ ถวายเป็นสังฆทานกองรวมไป

       

      และก็จะไม่เก็บอาหารพ้นกาล เช่น อาหารทั่วไป ถึงเที่ยง น้ำปานะ หนึ่งวัน เภสัชห้า (น้ำผึ้ง น้ำอ้อย น้ำตาล เนยใส เนยข้น)เจ็ดวัน พ้นนี้ไปท่านไม่เก็บในกุฏิ แม้ไว้ให้ญาติโยม  และไม่มีการนำมาประเคนใหม่

       

      แต่ก็ไม่ใช่พระทั้งหมดที่ทำตามข้อวัตรนี้ และผู้ที่ถือตามนี้ก็มีทั้งสองนิกายด้วยเช่นกัน

       

      เกร็ด : พระอาจารย์เปลี่ยนท่านห่วงโยมว่าจะไม่เข้าใจเรื่องนี้ เลยเมตตาเขียนไว้เป็นคู่มือการถวายของพระครับ

       

      พุทธสาสนิกชนควรอ่านทำความเข้าใจนะครับ หนังสือมีคุณค่ามากๆเล่มนึง

       

    5. พระธรรมยุติไม่ทำสังฆกรรมร่วมกับพระมหานิกายครับ

       

      เช่นการลงอุโบสถ อย่างที่หลวงปู่มั่นให้หลวงปู่ชาทำ คือ มาบอกบริสุทธิ์ กับท่านหลังจากพระธรรมยุติรูปอื่นๆ ชำระศีลผ่านขั้นตอนปาฏิโมกข์เรียบร้อยแล้ว

       

      จึงเห็นได้ว่า ลูกศิษย์ที่เคยเป็นสายมหานิกาย ต้องทำการญัตติ หรือบวชเป็นพระ เริ่มนับพรรษาใหม่

       

       

      สรุป

       

       

      การมองอย่างผิวเผินโดยการนำข้อวัตรของสองนิกายนี้มาเปรียบหาแต่ความแตกต่างกันทำได้ยากขึ้นทุกทีๆ เพราะมีการโน้มเข้ามาหากันมากขึ้น หรืออาจจะเกิดจาก perception ที่ตั้งไว้ผิดตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว

       

      และอีกอย่างการคิดในการหาข้อต่างอย่างเดียวอาจเสี่ยงให้เกิดการยึดมั่นในศรัทธาต่อนิกายหนึ่งนิกายใด จนลืมไปว่าธรรมะของพระองค์ไม่มีแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เพราะการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายก็คือการมีตัวตนอยู่ในนั้น และสุดยอดของคำสอนคือการละตัวตนเพือมิให้มีกิเลสมาอาศัยเกาะได้

       

      ถึงตรงนี้ต้องกราบหลวงปู่มั่นงามๆที่เล็งเห็นในอันตรายนี้จึงห้ามมิให้ลูกศิษย์บางส่วนเช่น หลวงปู่ชาญัตติเข้าธรรมยุติครับ

       

      พระที่ดีน่านับถือ พระที่เป็นพระอริยะเจ้า พระที่นำสัตว์พ้นทุกข์ มีอยู่ในทุกๆนิกาย

      ที่มีการรู้ทุกข์ ละสมุทัย แจ้งนิโรธ เจริญมรรค ใช่ไหมครับ

       

       

      แทน

       

      ปล : ฉบับนี้ลองวิเคราะห์ใน level แรกไปแล้ว ฉบับหน้าขอลงลึกกว่านี้นะครับ

       

    กลับกันหมดแล้ว

    หมายถึง น้องเณร และน้องพราหมณ์ ลาสิกขา ลาศีล กลับบ้านกันหมดแล้ว
    โครงการบรรพชาสามเณร และบวชสีลจาริณี  ๒๕๕๑ ก็ผ่านไปได้ด้วยดี
    ปีนี้พระอาจารย์ค่อนข้างปล่อย ให้จัดการกันเอง ท่านคงต้องการฝึกพวกเรา
    ไปด้วยในตัว ถ้าถามตัวเองว่าผ่านไหม ให้ตัวเองผ่านครับ ไม่เต็มร้อย แต่ก็
    ไม่น่าจะต่ำกว่า ๘๐

    แล้วพบกันใหม่ปีหน้านะ น้องเณร น้องพราหมณ์