mahaoath's profileนตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
SOTUS.....
ว่าด้วยเรื่องการรับน้องใหม่ เห็นแว่บ ๆ ในหนังสือพิมพ์ ว่ามีการรับน้องอย่างพิศดารเต็มที คือ ใช้ไฟจากสีสเปรย์เผาหลังรุ่นน้อง เห็นแล้วก็อดคิดถึงตอนที่เรียน ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไม่ได้ ม.เกษตร นี่ขึ้นชื่อเรื่องการรับน้องโหด แต่ก็ไม่มีอะไรที่รุนแรง และไร้เหตุผล อย่างนี้ครับ จำได้ว่า เข้าปี ๑ ใหม่ ๆ พี่ว้ากเกอร์ ชื่อพี่หยี่ หัวหน้าว้ากเกอร์ เป็นชาวภูเก็ต ถามว่า "ใครไม่พอใจบ้าง" ยกมืออยู่คนเดียวเลยครับ นึกว่าโดนเล่นแน่เลย แต่ผิดคาดครับ พี่หยี่ เรียกออกจากแถว มานั่งคุยกันซักพัก ก็ให้กลับเข้าแถวตามเดิม แล้วก็ร่วมกิจกรรมประชุมเชียร์ต่อ จนกระทั่งจบกิจกรรมทั้งหมดที่ต่างจังหวัด พี่ ๆ ว้ากเกอร์พาเข้าห้องเปิดใจ ทั้งพี่ ทั้งน้อง ต่างคนต่างร้องไห้ ไปตาม ๆ กัน เมื่อได้รู้ความในใจของพี่ ๆ ว่า ทำทุกอย่าง ยอมให้น้อง ๆ เกลียด ก็เพราะว่าหวังดี อยากให้น้อง ๆ ได้สามัคคีกัน เล่าเฉย ๆ ไม่ได้อารมณ์ครับ ต้องไปอยู่ในบรรยากาศเอง ถึงจะรู้ พอขึ้นปี ๓ เป็นปีที่ต้องจัดรับน้องเองบ้าง ยิ่งซึ้งครับ ว่ายากเย็น และเหนื่อยแค่ไหน น้อง ๆ โดนว้าก ว่าเหนื่อย
ว่าเครียด แต่ พี่ ๆ ว้ากเกอร์ทั้งเหนื่อย ทั้งเครียดกว่าหลายเท่า ทุกอย่างที่ทำ ทุกคำที่พูด มีการวางแผนล่วงหน้า เชื่อไหมครับ ว่าวางแผนกันเป็นวินาที ไม่ใช่แค่ว่าวันนี้จะพูด จะทำอะไร แต่ ว่าวางแผนขนาดวินาทีนี้จะทำอะไร ในการวางแผน เราใช้ระบบ SOTUS เป็นหลัก คือ มีการรับน้องที่มหาวิทยาลัย ๕ ครั้ง จึงตกลงกันว่า ครั้งแรก
คือ S=Seniority ครั้ง ๒ เน้น O=Order ครั้งที่ ๓ เน้น T=Tradition ครั้งที่ ๔ เน้น U=Unity และครั้งสุดท้าย ต้อง สามารถเรียก S=Spirit จากน้อง ๆ ให้ได้ นอกจากนั้นยังมีกฎข้อห้ามที่ห้ามกันเองหลายอย่าง เช่น ห้ามว้ากเกอร์ เข้าใกล้ตัวน้อง ๆ เกิน ๑ ช่วงแขน ห้ามถูกตัวน้อง ฯลฯ หลังจากรับน้องที่มหาวิทยาลัยแล้ว มีกิจกรรมรับน้องต่อที่ต่างจังหวัด แน่นอนครับ เมื่อน้อง ๆ " ชิงธง " ได้แล้ว
การว้ากก็จบหมดสิ้นลง ได้พาน้อง ๆ เข้าห้องเปิดใจ รู้สึกดีมาก ๆ เหมือนกับ สมัยเป็นน้องเลย กาลเวลาเปลี่ยนไป สังคมเปลี่ยนไป ระบบ SOTUS และการว้าก ที่ใช้จิตวิทยาพื้นฐานว่า
" ศัตรูจากภายนอก ทำให้คนในสังคมสามัคคี " มาทำกิจกรรมรับน้อง คงต้องเปลี่ยน หรือเลิกไป แต่ก็แอบคิดไม่ได้ว่า เมื่อไรจะมี " ศัตรูจากภายนอก มาทำให้สังคมไทยสามัคคี" ซะที
..... ทีนี้ มาดูกันในภาคธรรมะบ้าง
เรื่องของความสามัคคี พระศาสดาเราทรงสรรเสริญว่า "นำมาซึ่งความสุขแก่หมู่คณะ" ( สุโข สังฆัสสะ สามัคคี ) ถ้าจะมานั่งรอให้มีศัตรูภายนอก เข้ามาทำให้เราสามัคคี เลิก "กัด" กัน ละก็ คงจะไม่เข้าท่า ต้องอาศัยวิธีของพระศาสดา ที่เรียกว่า อปริหานิยธรรม ๗ ประการ หมู่คณะใดก็ตาม ประกอบพร้อมด้วยธรรม ทั้ง ๗ ข้อนี้ รับรองได้ว่าจะไม่มีการเสื่อม แม้จะมีศัตรูจากภายนอก ที่ร้ายกาจขนาดไหนก็ตาม ก็ไม่อาจทำอันตรายใด ๆ กับหมู่คณะนั้น ๆ ได้ ๑. หมั่นประชุมกันเป็นนิตย์ ๒. เมื่อประชุมให้พร้อมเพรียงกัน และช่วยทำกิจของหมู่คณะ ๓. ไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงบัญญัติไว้ และไม่เพิกถอนสิ่งที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว ๔. เคารพและเชื่อฟังผู้เป็นประธาน ๕. ไม่ลุแก่อำนาจความอยากที่เกิดขึ้น ๖. ยินดีในเสนาสนะป่า ๗. ตั้งใจอยู่ว่า เพื่อนภิกษุสามเณรผู้มีศีล ที่ยังไม่มาสู่อาวาส ขอให้มา ที่มาแล้วขอให้อยู่เป็นสุข ธรรมะของพระพุทธองค์เป็นอกาลิโก ไม่จำกัดกาลครับ นำมาปรับใช้กับบ้านเมืองของเราได้ ลองคิดกันดูครับ สาธุ บุญรักษาครับ ..... สังฆทานแนวใหม่........ วันนี้โยมเพื่อน ๆ จากเซนต์คาเบรียลมาที่วัดครับ มาพร้อมกับสังฆทานแนวใหม่ เห็นบอกกันว่า ได้แนวคิดมาจากรายการ "จุดเปลี่ยน" ไม่เคยดูครับ รายการนี้ แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นรายการที่มีประโยชน์พอสมควร สังฆทานแนวใหม่ที่ว่าคือ ไม่ได้เป็นถังสำเร็จรูป แต่ว่าเป็นสิ่งของที่จัดเอง คราวนี้เป็น เครื่องเขียนชุดใหญ่ พร้อมด้วยน้ำยาทำความสะอาดต่าง ๆ แน่นอนว่าในถังสังฆทานสำเร็จรูป ไม่มีของพวกนี้แน่ นับว่าได้ประโยชน์จริง ๆ ครับ ได้ใช้งานแน่ ๆ อานิสงส์ของทานจะมากหรือน้อย ส่วนหนึ่ง ขึ้นอยู่กับประโยชน์นี่เอง ลองคิดดูว่า ถ้าให้ข้าว น้ำ กับคนที่กำลังหิว นับว่ามีประโยชน์กับผู้รับมาก ผู้ให้ ก็ได้อานิสงส์มาก แต่ถ้าให้เสื้อผ้า กับคนหิว เป็นประโยชน์กับผู้รับบ้าง เหมือนกัน แต่ก็ไม่เท่ากับข้าว น้ำ อานิสงส์ ก็ไม่เท่ากันตามส่วน เป็นเรื่องของ การหา supply ให้ตรงกับ demand เพื่อให้เกิด maximum utility นั่นเอง ลองดูนะครับ คราวหน้า เกิดอยากถวายสังฆทานละก็ ลองดูง่าย ๆ ว่า อยู่ที่บ้านโยมใช้อะไรกันบ้าง พระอยู่วัด ก็ใช้เหมือน ๆ กันละครับ อนุโมทนาล่วงหน้า บุญรักษาครับ ..... พฤษภาคม 2535 ถึง มิถุนายน 2551พฤษภาคม 2535 ตอนนั้น เป็นนิสิต อยู่ที่ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เกิดเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า "พฤษภาทมิฬ"
มาปีนี้ 2551 สถานการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างไรไม่ทราบได้ เนื่องจาก ไม่ค่อยได้ติดตาม
ข่าวการเมือง แต่ได้ยินจากญาติโยมว่ารู้สึกว่าหนักขึ้นทุกที
เลยนำภาพเก่า ๆ มาให้ดูกัน เพื่อเตือนสติทุก ๆ ฝ่าย ว่า เราคนไทยด้วยกันทั้งนี้น
ควรจะรัก และสามัคคีกันไว้ อย่าให้เป็นอย่างเดิมเลย ของฝากจากงานศพเคยไปงานศพกันไหมครับ ?
คงน้อยคนที่ตอบว่าไม่เคย ที่ไม่เคย ก็น่าจะเป็นเด็ก ๆ เล็ก ๆ กระมัง แต่สำหรับผู้ที่โตสักหน่อย คงได้ไปงานศพหลายหนแล้ว สมัยเป็นเด็ก ไปงานศพญาติผู้ใหญ่ โตมาหน่อยก็เริ่มไปงานศพคนรุ่นเดียวกัน ใครที่อายุยืน ก็อาจได้ไปงานศพของคนรุ่นลูกหลาน มนุษย์เรานี้เกิดมาเท่าไร ก็ตายเท่านั้น อีกไม่เกิน ๑๐๐ ปี มนุษย์ทุกคนที่มีอยู่บนโลกขณะนี้ ก็ตายกันหมดแล้ว การจัดงานศพนั้นเป็นไปตามประเพณีนิยมของแต่ละศาสนาจะกล่าวถึงเฉพาะศาสนาพุทธก็แล้วกันครับ
ในประเพณีของชาวไทยพุทธ ( เพราะไม่เคยรู้ประเพณีพม่าพุทธ หรือ อินเดียพุทธ ) นั้น งานศพให้อะไรหลาย ๆ อย่าง เรียกว่า เป็น อานิสงส์จากการไปงานศพ บางคนอาจจะสงสัย ปกติไปงานศพได้อย่างมากก็ของชำร่วย อาหารว่าง แต่ต้องเสียเงินใส่ซองให้เจ้าภาพ ยังมีอานิสงส์อะไรด้วยหรือ?
มีผู้ประพันธ์ไว้คล้องจองกันว่าการไปงานศพนั้นได้อานิสงส์คือ
๑. ได้ระลึกคุณความดีของผู้ตาย ๒. ได้เห็นใจท่านเจ้าภาพ ๓. ได้ซึมทราบสัจจธรรม ๔. ได้หม่ำข้าวต้ม ๕. ได้ชื่นชมของชำร่วย ๖. ได้รวยทางลัด ๗. ได้ฟัดไฮโล ๘. ได้โชว์ผ้าใหม่ ลองมาดูกันแต่ละข้อ ๑. ได้ระลึกคุณความดีของผู้ตาย นับเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วครับ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่ใช่ญาติสนิท ที่จะระลึกถึงความดีของผู้ตาย ว่าท่านเคยให้อะไรเรา เคยช่วยเหลืออะไรเรา เคยทำอะไรให้เรา อย่างยิ่งถ้าเป็นผู้ที่ไม่สนิทกันเลยยิ่งเป็นโอกาสสุดท้ายจริง ๆ เพราะในไม่ช้าเราก็ต้องลืมเลือนกันไป ถ้าเป็นญาติยังมีโอกาส จัดงานทำบุญ ๓ วัน ๗ วัน ๕๐ วัน ๑๐๐ วัน หรือ ครบรอบปี อย่างน้อยก็วันสงกรานต์ ยังมีโอกาสระลึกถึงกันได้บ้าง ๒. ได้เห็นใจท่านเจ้าภาพ ในที่นี้แบ่งออกเป็น ๒.๑ ได้เห็นว่าใจของเจ้าภาพนั้น รู้สึกอย่างไรกับผู้ตาย อาจดูได้จากการจัดงานครบถ้วน ถูกต้องตามประเพณี ไม่ต้องถึงขนาดเลิศหรูอลังการ แต่ก็สมบูรณ์ แสดงว่า เจ้าภาพมีใจรักใคร่สนิทสนมกันดีกับผู้ตาย ๒.๒ ได้แสดงความเห็นใจท่านเจ้าภาพ ในเวลาแห่งการสูญเสียนั้น กำลังใจเป็นเรื่องสำคัญมาก เจ้าภาพอาจต้องการคนช่วยปลอบใจ นอกจากกำลังใจแล้ว กำลังทรัพย์ก็เป็นสิ่งที่พอช่วยกันได้อีกอย่าง ๓. ได้ซึมทราบสัจจธรรม มีสัจจธรรมมากมายในงานศพ เรียกว่าเป็นกุศโลบาย หรือ เป็นปริศนาธรรมเยอะแยะ ถ้ารู้จักสังเกต ขอยกตัวอย่างเล็กน้อย เช่น เริ่มจากการรดน้ำศพ รดน้ำที่มือของศพ มือของศพนั้นถ้าไม่ใช่ศพไฟไหม้ หรือไฟฟ้าดูดเป็นต้น มือจะแบออก เมื่อเทียบกับมือของเด็กแรกเกิดที่กำเข้า คล้ายกับจะบอกว่า เกิดมาเพื่อเอามาถือไว้ แต่ตายไปกลับแบ ถืออะไรไปไม่ได้สักอย่างเดียว จากนั้นเมื่อนำศพใส่โลง มัดตราสังข์ ด้วยบ่วง ๓ บ่วง ที่คอ มือ และ เท้า ก็ เป็นการแสดงธรรม ในข้อที่ว่า ทรัพย์สิน ภรรยา และบุตร เป็นเสมือนบ่วง ๓ บ่วง ที่รั้งสัตว์ไว้ให้ติดอยู่ในโลก ปิดฝาโลงเรียบร้อย รอพระสวดอภิธรรม ได้เวลาอาหารเย็นพอดี ลูกหลานนำอาหารมาวางข้างโลง แล้วเคาะโลงเรียกผู้ตายกินข้าว ก็เป็นสัจจธรรมอยู่เองว่าผู้ตายไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ มีภาษิตจีนว่า "ข้าวเปล่ายามเป็น ดีกว่าเอ็นมังกรยามตาย" หมายถึง การดูแลคนที่เรารัก โดยเฉพาะพ่อแม่นั้น ต้องทำเสียแต่ตอนท่านยังเป็น ๆ อยู่ ไม่ใช่รอจนท่านตายแล้วจึงนำของดี ๆ เซ่นไหว้ท่าน ให้เซ่นไหว้ท่านตั้งแต่ยังเป็น ๆ หัวค่ำ พระมาสวดพระอภิธรรม ท่านจะถือตาลปัตร ส่วนใหญ่มีความว่า " ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น" หลายท่านเข้าใจว่าทั้ง ๔ วรรค แปลว่า "ตาย" เท่ากันหมด แต่ถ้าพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้ว จะเห็นว่า "ไปไม่กลับ" หมายถึง "วัย หรือ อายุ" ที่ไปแล้วไม่กลับ "กำลัง แรง ที่มีมากในวัยหนุ่มสาว" ไปแล้วก็ไม่กลับ เป็นต้น "หลับไม่ตื่น" ไม่ตื่นจากอวิชชา ไม่เป็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เพียงใด ก็ต้องตายอีก เกิดอีก ไม่รู้จบ "ฟื้นไม่มี" ก็ตายแน่ ไม่มีฟื้น "หนีไม่พ้น" ได้แก่ ผลของกรรมที่ได้กระทำ ทั้งทำดี ทำชั่ว ต้องได้รับผลทั้งนั้น เท่านี้ก่อนแล้วกันครับ สำหรับข้อนี้ ๔. ได้หม่ำข้าวต้ม ปัจจุบันคงต้องเพิ่ม กระเพาะปลา ราดหน้า ขนมกล่อง เป็นต้น สรุปรวมคือ อาหารว่าง นี่เป็นธรรมเนียมไทยแต่โบราณว่า ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ ถ้าเจ้าภาพมีมากยังได้เหลือเผื่อแผ่ไปถึง วณิพก ยาจก ใกล้เคียงด้วย เป็นการเพิ่มทานมัยเข้าไปอีกประการ
๕. ได้ชื่นชมของชำร่วย โดยเฉพาะปัจจุบันนี้นิยมให้ธรรมะเป็นของชำร่วย เช่นหนังสือธรรมะ เทป ซีดี ธรรมะ นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ได้รับแล้ว ขอให้ฟัง ให้อ่านด้วย จะได้ชื่นชมกับของชำร่วย สมความตั้งใจของท่านเจ้าภาพ ๖. ได้รวยทางลัด อันนี้แสดงถึงอุปนิสัย ชอบเสี่ยงโชคของบางคน ไปงานศพถามอายุผู้ตาย ดูปีเกิดผู้ตาย หรือดูวันตาย คืออะไรเป็นเลขเอาหมด เผื่อจะรวยทางลัด นอกจากนี้ยังมีผู้ที่ไปงานศพแล้วรวยก็คือผู้ที่มีหน้าที่โดยตรงเช่น เจ้าหน้าที่ประจำศาลา สัปเหร่อ รวยแน่ครับ ๗. ได้ฟัดไฮโล จำได้ว่าสมัยอยู่ ป.๕ เคยไปงานศพที่ต่างจังหวัด ไกลมาก ๆ ไม่มีไฟฟ้าใช้ แต่ก็มีการเปิดวงสังสรร เฮฮา หน้าศพกันยันเช้าตลอดงาน และแน่นอนว่าต้องมีวงไพ่ ไฮโล เหล้า อยู่ด้วย มิเช่นนั้นจะอยู่กันไม่ยืด แต่สมัยนี้กฎหมายท่านห้ามแล้วนะครับ ในวัดก็ด้วยห้ามเหมือนกัน เอาเป็นว่า แค่ได้พบปะกันในหมู่ญาติมิตร บางท่านไม่ได้พบกันนานมาก มีโอกาสก็งานศพนี่เอง ที่จะได้กลับมาเจอะกัน ๘. ได้โชว์ผ้าใหม่ ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน เรื่องผ้าใหม่ ชุดใหม่ กับสุภาพสตรี คงหนีกันไม่พ้น งานไหนงานนั้น ไม่ว่าเกิด แต่ง ตาย ที่มีหน่อย ก็ ตัดใหม่ทุกงาน มีแต่ประหยัดก็อาศัย มิกซ์ แอนด์ แมทช์บ้าง ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง แต่แต่งดีสุดคือ แต่งใจ "คนจะงาม งามน้ำใจ ใช่ใบหน้าฯ" เอาละครับ ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ ต้องอนุโมทนาด้วย คงได้อะไรกลับไปบ้างครับ สาธุ บุญรักษาครับ ความไม่สามัคคีกันในประเทศชาติ........
มีโยมตั้งกระทู้ถาม
เป็นเรื่องแนวการเมือง
ซึ่งไม่เหมาะสมที่วัดจะให้ความเห็น
แต่ว่า space นี้เป็น ที่ส่วนตัว
ไม่เกี่ยวข้องกับวัด
จึงขอตอบไว้ที่นี่
น่าจะเหมาะสมกว่า
ตอบอย่างกำปั้นทุบดินว่า
"ไม่ใช่กิจของสงฆ์"
ตอบอย่างยาว ๆ หน่อยว่า
"1. พระไม่มีหน้าที่ตัดสินว่าใครโกง ใครไม่ดี
ของอย่างนี้ไม่ต้องมีใครตัดสิน
กรรม และ วิบาก จะทำหน้าที่ของมันเอง
2.เชื่อว่าหลาย ๆ คน ทั้งสนับสนุน และคัดค้าน
เป็นผู้เห็นแก่ประเทศชาติ
3. แต่ก็เชื่อว่า บางคน เป็นผู้เห็นแก่ประโยชน์ตนมากกว่า
4. เมื่อ พ.ศ.2535 อยู่มหาวิทยาลัย เคยผ่านพฤษภาทมิฬ
ไม่อยากให้มีอีก เสียดายเลือดเนื้อ คนไทยด้วยกัน
5. น่าจะเอาเวลามาช่วยกันแก้ปัญหาปากท้องมากกว่า
6. พระสงฆ์ ควรช่วยกันรณรงค์ เผยแผ่ ธรรม
โดยเฉพาะเรื่องความสามัคคี
7. ที่ชุมนุมดูไป ก็คล้าย ๆ การจัดทัพของทหาร
พระสงฆ์ไปอยู่ในทัพเป็นอาบัติได้
ฯลฯ
ยังมีอีกหลายอย่างในใจ
ต้องใช้เวลากลั่นเป็นคำพูดอีกสักนิด
......
พึ่งรู้ว่าความห่วงมันทุกข์ !...
วันนี้ อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกห่วงขึ้นมาครับ ปกติเป็นคนไม่ค่อยห่วง ลองนึกย้อนหลังดูแล้ว ทบทวนหลาย ๆ ตลบ ยังไม่พบความห่วงอย่างวันนี้ ก่อนนี้ ไม่เคยห่วงใคร แม้แต่ตัวเอง !! คนที่คุ้นเคยกันสมัยเป็นฆารวาส จะรู้ดี ว่าใช้ชีวิตแบบ ไม่มีห่วง ไม่สนใจใคร เอามันส์เข้าว่าอย่างเดียว ไม่ห่วงกระทั่งสุขภาพ หรือชีวิต ของตัวเอง แล้วจะไปห่วงใครได้ แต่วันนี้ มีความรู้สึกแว่บขึ้นมา ว่า เรายังมีคนข้างหลังอีก แต่แปลก คนข้างหลัง กลับไม่ใช่ญาติ พี่ น้อง กลายเป็น คนงานในวัด ญาติโยมผู้เช่าที่ดินวัด ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่ที่เข้าใจ คือ นี่เองความห่วงเป็นอย่างนี้นี่เอง หนักอึ้ง เกิดมาจากโมหะ ความหลง ลักษณะอาการของเจ้าความหลง คือคิดคาดการณ์ไปข้างหน้า เดาเหตุที่ยังไม่มาถึง ลองเทียบเคียงจากที่เรียนมา ใช่เลย ห่วงเกิด เพราะเราคิดไปข้างหน้า ว่า ถ้า....แล้ว...... คิดไปคิดมาพอ "........" หลังคำว่า "แล้ว" เป็นสิ่งที่เราไม่ชอบใจขึ้นมา ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ คงต้องกลับมาใส่ใจ เฉพาะ "ปัจจุบัน" จะได้ หายห่วง ... |
|
|