mahaoath's profileนตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    ความเห็นเรื่องการห้ามกราบไหว้พระพุทธรูป

    ความเห็นส่วนตัวในเรื่องที่มีวัดแห่งหนึ่ง ห้ามกราบไหว้พระพุทธรูปนั้น
    ถ้าพิจารณาตามหลักคำสอนของพระพุทธองค์ ก็สามารถมองได้หลายมุม
    เท่าที่พอนึกได้เช่น

    1 ในเรื่องของการไม่ยึดติดกับวัตถุ สิ่งของ ในลักษณะที่ เอาพระพุทธรูปเป็น
    ที่อ้อนวอน เช่น หลาย ๆ คน มีความเชื่อว่า พระพุทธรูป ต้องวัดโน้น วัดนี้
    ถึงจะศักดิ์สิทธิ์ แต่พระพุทธรูปพลาสติกองค์ละ ไม่ถึงร้อย ไม่ศักดิ์สิทธิ์
    อย่างนี้เป็นการยึดติด หรือ การทำให้พระพุทธเจ้าเราเป็นเหมือนกันกับ
    เทพเจ้าของศาสนาที่มีลักษณะอ้อนวอนขอ   ฉะนั้นการกราบไหว้ในลักษณะนี้
    ไม่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา

    2 การกราบไหว้ในลักษณะน้อมระลึกถึง พระคุณ ของพระพุทธองค์
    ในกรณีที่ยกพระพุทธรูป เป็น อุเทสิกเจดีย์ แทนพระคุณทั้ง 3 คือ
    พระมหากรุณาธิคุณ พระปัญญาคุณ และ พระวิสุทธิคุณ  หรือใน
    ลักษณะที่เป็นเครื่องเพิ่มกำลังใจในการประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย
    อย่างนี้ นับว่าเป็นการสมควรอย่างยิ่งในการกราบไหว้บูชา
     
    ทีนี้มาว่ากันเรื่องของวัดดังกล่าว เข้าใจเองว่า เจตนาของท่านเจ้าอาวาส
    คงจะห้ามเฉพาะการกราบไหว้ประเภทที่ 1 เท่านั้น แต่ไม่ได้ห้ามการบูชา
    ในประเภทที่ 2   เพียงแต่ว่าลักษณะ หรือ ทักษะ ในการสื่อสาร อาจจะดู
    "แรง" ไปสักนิดหนึ่ง ทำให้หลาย ๆ คนไม่เข้าใจ ไม่พอใจ  ความผิดพลาด
    ประการใดของพระสงฆ์ ก็ดี ของคนอื่น ๆ ก็ดี อย่าเอามาเป็นโทษแก่เราเลย
    ครับ เคยพบท่านผู้พิพากษาท่านหนึ่ง ท่านเรียนทั้งพระอภิธรรม ทั้งปริญญาโท
    ด้านพระพุทธศาสนา ท่านกล่าวว่า " ผมเห็นพระทำผิดพระธรรมวินัย ผมยังไม่
    กล้าว่าพระ เพราะว่าผมไม่ต้องการทำโทษของพระรูปนั้นมาเป็นของตัว 
    ท่านทำผิด เป็นอาบัติ ท่านก็ต้องได้รับผลกรรมเองอยู่แล้ว  ถ้าผมไปว่าท่าน
    เท่ากับว่า ผมทำวจีทุจริต ต้องได้รับผลกรรม ผมไม่กล้าหรอก "
     
     ....ทั้งหมดนี้คือความเห็นส่วนตัวครับ
     
    ฝากกลอนไว้บทหนึ่ง เกี่ยวกับการไหว้พระพุทธรูปให้ได้ประโยชน์ มัคคนายก
    ที่วัดสมเด็จดอยน้อย จังหวัดเชียงใหม่ จะท่องทุกครั้ง ในขณะที่เจ้าภาพจุดธูปเทียน
     
     
     

    ห้ามกราบไหว้พระพุทธรูป

    พบวัดพิลึก ห้ามไหว้พุทธรูป
    [ไทยรัฐ 26 ก.ค. 51 - 03:44]
     
    News_from_Thairath
     
    เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ภายหลัง นสพ.ไทยรัฐ
    ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนที่ไปทำบุญที่วัดสามแยก
    บ้านห้วยยางทอง ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ว่า
    ทางวัดห้ามชาวบ้านกราบไหว้ พระพุทธรูป
    แถมยังติดป้ายข้อความไว้หน้าองค์พระอย่างไม่เหมาะสม
    กลายเป็นที่ฮือฮาของชาวบ้านทั้งในและพื้นที่ใกล้เคียง จ.เพชรบูรณ์
    ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง
    พบเป็นวัดอยู่ห่างจากตัวเมืองเพชรบูรณ์ประมาณ 150 กม.
    ทางเข้าวัดเป็นลูกรังขรุขระ ระยะทางกว่า 13 กม.
    ด้านหน้าวัดมีป้ายขนาดใหญ่เขียนแจ้งให้ผู้ที่เข้ามาภายในเขตวัดอ่าน
    และปฏิบัติตามกฎของวัดอย่างเคร่งครัดหลายสิบข้อ
    ก่อนเข้าวัดมีเหล็กกั้นขวางทางเข้า-ออก
    ลักษณะเป็นเหล็กแป๊บยาวที่ใช้กั้นทางเข้าเขตหวงห้ามทั่วไป
    ภายในวัดมีโรงธารขนาดใหญ่ ศาลาการเปรียญสองชั้น 1 หลัง
    ในศาลามีกล้องวงจรปิดติดตั้งไว้จับภาพผู้ที่เข้ามาภายในวัด
    บริเวณด้านหลังวัดมีกุฏิพระหลังเล็กๆอยู่ล้อมรอบหลายหลัง
    แต่ไม่มีโบสถ์วิหารเหมือนวัดทั่วไป
    รวมทั้งห้ามถ่ายภาพนิ่งภายในเขตวัดและบริเวณสงฆ์

    ส่วนหน้าศาลาการเปรียญมีป้ายข้อความเขียนอย่างเด่นชัดว่า
    “ตามที่ข้าฯสอนคำพุทธองค์ยังพึ่งมนต์
    การปลุกเสกเครื่องรางฯ รูปเคารพ
    ถ้าอยากฟัง สิ่งที่ข้าฯพูดให้ได้ประโยชน์
    ควรนำสิ่งเหล่านั้นออกให้พ้นจากความคิด
    แล้วมาฟังถามปัญหากับข้าฯ
    ใครทำไม่ได้อย่ามา
    เสียเวลาเหนื่อยเปล่าๆ ทั้งคนพูดและคนฟัง
    ขอยืนยันคำพุทธแท้ท่านไม่ให้พึ่งสิ่งเหล่านั้น
    ใครพึ่งถือว่าเป็นชาวพุทธสกปรก”
    ลงชื่อ พระเกษม อาจิณณสีโล
     

    อีกป้ายมีข้อความว่า
    “เมื่อข้าฯเทศน์ให้ผู้พึ่งมนต์ เครื่องรางของขลังฟัง
    ข้าฯเหนื่อย หงุดหงิด ไม่สบายใจ รู้สึกไม่ดี
    เมื่อไม่พึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างแท้จริง
    ไม่ต้องมาฟังข้าฯเทศน์
    ข้าฯเหนื่อยโดยเปล่าประโยชน์
    เพราะผู้มีเครื่องรางของขลัง ของอย่างนี้ฟังไม่เข้าใจ”
    นอกจากนี้ ในศาลาการเปรียญยังมีข้อความคำสอน
    ที่อ้างอิงจากพระไตรปิฎกติดไว้ตามเสาศาลาการเปรียญจำนวนมาก
    และพบพระพุทธรูปทองเหลืองคล้ายพระพุทธชินราช
    สูงประมาณ 150 ซม. หน้าตักกว้าง 90 ซม.
    ตั้งอยู่บนแท่นมีป้ายข้อความ 2 แผ่นวางไว้หน้าองค์พระ
    ป้ายแรกวางระบุว่า
    “ห้ามนำดอกไม้และเครื่องบูชามาวางไว้บริเวณนี้”
    ส่วนอีกป้ายวางไว้ตรงฐานพระเขียนว่า
    “ทองเหลืองหล่อนี้ ไม่ใช่พุทธเจ้าแน่ ไม่ต้องกราบมัน”
     

    สอบถามทราบว่า เจ้าอาวาสวัดนี้ชื่อ
    พระเกษม อาจิณณสีโล อายุ 48 ปี
    ถึงเหตุผลที่ต้องปิดป้ายห้ามกราบไหว้พระพุทธรูป
    จนกลายเป็นเรื่องฮือฮาในหมู่ชาวพุทธ
    ได้รับการชี้แจงว่า
    หากใครไม่ยินดีที่จะรับฟังคำสอนก็ไม่จำเป็นต้องเดินทางมา
    เพราะวัดนี้ได้ยึดตามแนวพระไตรปิฎกทั้งสิ้น
    โดยไม่ยึดถือตำราใดๆ
    และการมีวัตถุมงคลนั้นถือเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงแก่น
    ของพระพุทธศาสนา
    หากผู้ใดไม่นำสิ่งของวัตถุมงคลทั้งพระพุทธรูป
    ตะกรุด พระห้อยคอต่างๆออกจากตัวและบ้านพักเคหสถานแล้ว
    ก็ไม่ต้องเข้ามาที่วัดแห่งนี้
    เพราะที่วัดสอนอย่างมีหลักการและเหตุผล
    สำหรับคนที่เปิดประตูรับเท่านั้น
    และจะต้องไม่ติดยึดกับวัตถุมงคลเพราะเป็นพุทธพาณิชย์
     

    พระเกษมยังกล่าวอีกด้วยว่า การสอนธรรมะก็เช่นกัน
    ในพระไตรปิฎกได้บัญญัติไว้ว่าให้สอนธรรมะด้วยภาษาท้องถิ่น
    การสวดเป็นภาษาบาลีให้คนไทยฟังโดยไม่มีความเข้าใจในความหมายนั้น
    จะไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้
    ก่อนหน้านั้นผู้ที่มีความรู้หรือการศึกษาระดับสูงเคยเข้ามาที่วัดครั้งแรก
    ก็ไม่เข้าใจในแนวทางนี้
    แต่เมื่อได้รับหนังสือของวัดไปศึกษาก็บังเกิดความเข้าใจ
    และกลับไปนำพระพุทธรูปออกจากบ้าน
    นำพระเครื่องออกจากคอ
    และหันกลับมาศึกษาในพระไตรปิฎกซึ่งเป็นแก่นแท้
    ของพุทธศาสนาอย่างแท้จริง
    “อาตมาไม่ได้มุ่งหวังจะให้ทุกคนต้องเข้ามาตามแนวทางนี้
    หากมา 10 คนสามารถเข้าถึง 1 คน
    หรือหากมา 100 เข้าถึง 5 คน ก็ไม่เป็นไร
    ได้เท่าไรก็เท่านั้นเพราะขึ้นอยู่กับการเปิดรับของแต่ละบุคคล
    แม้มีเพียง 5 คนที่เข้าใจก็จะสอนให้ เท่านั้น”
    พระเกษมกล่าว
     

    จากการสอบถามลูกศิษย์คนหนึ่งของพระเกษม กล่าวว่า
    คำสอนของพระเกษมไม่ให้ติดยึดกับเครื่องรางของขลัง
    ก่อนหน้านั้นที่บ้านของตนมีพระพุทธรูป
    และพระเครื่องที่ได้มาจากบรรพบุรุษ
    แต่พอได้ฟังธรรมจากพระเกษมที่สอนว่าในพระไตรปิฎก
    ไม่ได้กล่าวถึงการสร้างวัตถุมงคล หรือพระพุทธรูป
    ถือเป็นสิ่งงมงายกับวัตถุที่อุปโลกน์กันขึ้นมา
    แถมยังทำให้จิตใจผูกติดอยู่กับสิ่งนั้น
    ไม่เข้าใจถึงแก่นของพระธรรม คำสอนของพุทธเจ้าได้
    พระอาจารย์สอนว่า ที่ผ่านมาเราเชื่อและกราบไหว้พระพุทธรูป
    ก่อนตายให้นึกถึงคุณพระเอาไว้
    ทำให้จิตของคนที่กำลังจะตายติดอยู่ในพระพุทธรูปองค์แล้ว
    เราก็นำมา กราบไหว้โดยที่ไม่รู้ว่ากำลังไหว้วิญญาณของคนที่ตายไป
    ที่ถูกควรระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
    ไม่ใช่มายึดถือกราบไหว้พระพุทธรูป
     

    ลูกศิษย์พระเกษมกล่าวอีกว่า
    วัดสามแยกเคยได้รับบริจาคพระพุทธรูป วัตถุมงคลจำนวนมาก
    หลังรับมาแล้ว พระอาจารย์จะขุดหลุม
    นำพระพุทธรูปและวัตถุมงคลต่างๆวางในหลุม
    แล้วราดด้วยน้ำกรดผสมเกลือเพื่อให้ผุพังและฝังกลบทิ้งทันที
    เหลือแต่พระพุทธรูปทองเหลืองเพียงองค์เดียว
    ที่ทางวัดเก็บไว้ให้เป็นการเตือนสติ ไม่ให้ยึดถือ
    โดยเขียนป้ายห้ามกราบไหว้ไว้ให้ดูเป็นตัวอย่าง
    ซึ่งคำสอนไม่ให้ติดยึดกับวัตถุมงคล
    อาจจะแตกต่างจากวิถีชีวิตของพุทธศาสนิกชนทั่วไป
    แต่ที่จริงแล้วก็เหมือนกัน
    เพราะดำเนินการไปตามแนวทางของพระไตรปิฎกอย่างเคร่งครัด
     

    ด้านนายอินทภร จั่นเอี่ยม ผอ.สำนักพระพุทธศาสนา จ.เพชรบูรณ์
    กล่าวว่า เรื่องนี้ได้รับการร้องเรียนมาหลายเดือน
    ได้ส่งเรื่องถึงพระวิสุทธินายก เจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์
    ฝ่ายธรรมยุตไปแล้ว เพื่อดำเนินการไปตามขั้นตอนของสงฆ์
    อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่า
    สถานที่แห่งนี้เป็นเพียงที่พักสงฆ์ไม่ใช่วัด
    ส่วนการห้ามกราบไหว้พระพุทธรูปนั้นอาจไม่เหมาะสม
     

    ต่อมาผู้สื่อข่าวได้สอบถามพระวิสุทธินายก
    เจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์ฝ่ายธรรมยุตถึงเรื่องเดียวกันได้รับการเปิดเผยว่า
    เรื่องร้องเรียนพระเกษมที่ได้รับมาครั้งแรก
    เป็นเรื่องห้ามชาวบ้านแขวนพระเครื่อง
    และได้ให้เจ้าคณะอำเภอไปว่ากล่าวตักเตือนแล้ว
    ส่วนเรื่องห้ามกราบไหว้พระพุทธรูป
    หรือทำลายพระพุทธรูปนั้นยังไม่ทราบเรื่อง
    ต้องไปตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน
    “พระเกษมเป็นคนที่เถรตรงเกินไป เรื่องบางเรื่องไม่เหมาะสมก็ทำ
    อย่างเรื่องการโอนบุญให้เชื้อโรคก็ไม่เคยมีในศาสนาพุทธ
    แต่กลับทำกัน เรื่องนี้ต้องขอตรวจสอบก่อน”
    เจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์กล่าว
    .............................
     
    เป็นข่าวใหญ่โตอีกแล้วครับ ไว้จะมาแสดงความเห็น วันนี้ขอจองที่ไว้ก่อน

    อาสาฬหบูชา และ เข้าพรรษา

    .........

    จองที่ไว้หลายวันแล้ว ยังไม่ได้เขียน entry นี้สักที
    ค่อนข้างยุ่ง พอสมควรครับ สำหรับ วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา
    เนื่องจากญาติโยม หยุดยาว 4 วัน สำหรับราชการ
    เป็นโอกาสได้ประกอบกองการกุศลต่าง ๆ
    พระก็เลยยุ่งวุ่นอยู่กับการต้อนรับคณะศรัทธาทั้งหลาย

    วันอาสาฬหบูชา เป็นวันสำคัญวันหนึ่งในทางพระพุทธศาสนา
    คือเป็นวันที่เรียกว่า วันพระสงฆ์ เนื่องจาก เป็นวันคล้ายวันที่
    พระผู้มีพระภาคของเรา ทรงแสดงปฐมเทศนา
    คือ ธรรมจักรกัปวัตนสูตร แก่ ปัญจวัคคีย์
    ซึ่งก็เกิดผลคือ ท่านโกณฑัญญะ ได้ธรรมจักษุบรรลุเป็นพระโสดาบัน
    และทูลขออุปสมบท เป็นพระภิกษุองค์แรกในพระพุทธศาสนานี้

       

    ประมวลภาพบรรยากาศ การเวียนเทียน วันอาสาฬหบูชา 17 ก.ค. 2551

    จริง ๆ แล้ว จะเรียกวันอาสาฬหบูชา ว่าเป็นวันพระพุทธ หรือวันพระธรรม
    ก็คงได้ เนื่องจาก เป็นครั้งแรกที่พระพุทธเจ้าของเรา ทรงสำเร็จความเป็นพระพุทธเจ้า
    ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ท่านผู้บรรลุอมตมหานิพพาน ด้วยตนเอง โดยไม่มีใครสอนนั้น
    มีด้วยกัน 2 ประเภท คือ พระปัจเจกพุทธเจ้า และ พระพุทธเจ้า
    ต่างกันด้วยการสอนผู้อื่นให้บรรลุตาม พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ท่านบรรลุเอง
    แต่ไม่ได้สอนใคร ๆ ส่วนพระพุทธเจ้า ท่านบรรลุเองด้วย ทรงสอนผู้อื่นด้วย
    ดังนั้น ถ้าในวันนี้พระองค์ ไม่ทรงสอนให้ท่านโกณฑัญญะ ได้รู้ตาม
    พระองค์ก็ทรงเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าอยู่นั่นเอง

    และที่ว่าเรียกว่าวันพระธรรม นั้นก็เพราะว่า ทรงแสดงธรรม เป็นครั้งแรก
    หรือปฐมเทศนา ก็คราวนี้ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตเมืองพาราณสีนั้นเอง

    ล่วงมา 2596 ปี จนวันอาสาฬหบูชา เวียนมาถึง เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2551 ที่ผ่านมา
    ที่วัดมีประชาชนชาวพุทธ พร้อมใจกันมาประกอบกองการกุศล อย่างล้นหลาม
    แสดงให้เห็นว่าชาวไทยพุทธเรา ยังคงมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างมาก
    ต้องขออนุโมทนาอย่างยิ่งเลยทีเดียวครับ สาธุ สาธุ
    -------------------------------
    วันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งทางพระพุทธศาสนาเรา
    เดิมทีเดียวก่อนที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตการจำพรรษานั้น
    พระสงฆ์จะจาริกไปทั่วตลอดทั้งปี แต่ถูกชาวบ้านติเตียนว่า
    เหยียบย่ำข้าวกล้าในนาข้าวช่วงฤดูฝน เป็นเหตุให้พระพุทธเจ้า
    ทรงบัญญัติการจำพรรษา ตลอด ๓ เดือน ช่วงฤดูฝนขึ้น
    ปัจจุบันเป็นช่วงเวลาที่พระเราจะได้หยุดการจาริกไปในที่ต่าง ๆ
    มาอยู่ปฏิบัติธรรม เรียนธรรม เป็นที่เป็นทาง

    โยมหลายคนไม่เข้าใจ ถามอยู่เรื่อย ๆ ว่า จำพรรษาแล้ว
    พระออกจากวัดไปไหนไม่ได้เลยใช่หรือไม่
    ถ้าออกไม่ได้เลย แล้วจะบิณฑบาตอย่างไรละครับ
    ท่านห้ามเฉพาะไปค้าง อ้างแรมที่อื่นเท่านั้น
    คือไปได้ แต่ว่าต้องกลับมาที่วัดที่จำพรรษาก่อนได้อรุณ
    คือก่อนพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า มิฉะนั้นจะขาดพรรษา

    แต่ยังมีพระบรมพุทธานุญาต เมื่อมีเหตุจำเป็น เช่น
    มารดา บิดา ป่วยหนัก ต้องไปดูแล เป็นต้น พระสามารถ
    ลา " สัตตาหกรณียะ" ไปค้างที่อื่น ได้ ไม่เกินครั้งละ ๗ วัน

    พระเข้าพรรษาแล้ว โยมก็เข้าพรรษาได้เหมือนกัน
    โดยการถือเอาพรรษาเป็นนิมิต เป็นเหตุให้ละความชั่ว
    ทำความดีมากกว่าปกติ เช่น งดเหล้าเข้าพรรษา เป็นต้น

    ลองพิจารณาดูนะครับ ว่าพรรษานี้จะทำความดีอะไร

    บุญรักษาครับ

    การทำบัตรประชาชน สำหรับพระภิกษุ


    ........

    เห็นข่าวหลวงพ่อคูณ ท่านไปทำบัตรประชาชนแว่บ ๆ
    จึงขอนำประสบการณ์มาเล่าให้สักหน่อยว่า
    กว่าจะได้บัตรประชาชนมานั้น ลำบากยากเย็นแค่ไหน

    id_card_sample

    ที่ว่ายาก ยากอย่างนี้ครับ
    วันแรก ไปติดต่อ ต้องเตรียมเอกสารให้พร้อม
    ไปย้ายปลายทางเข้าทะเบียนบ้านวัดก่อน
    ที่วัด ปัจจุบันนี้ มีพระอยู่ในทะเบียนบ้านวัด
    ๒ รูป เท่านั้น คือ หลวงพ่อเจ้าอาวาส
    กับพระมหาโอ๊ทรูปนี้แหละครับ
    นอกนั้น ชื่ออยู่บ้านกันหมด
    เอกสารที่สำคัญ คือ บัตรประชาชนเก่า
    และหนังสือรับรองจากเจ้าอาวาส
    อีกอย่างคือ ต้องให้เจ้าอาวาส
    มอบอำนาจ ให้แจ้งย้ายเข้าทะเบียนบ้านด้วย
    วันนี้ทำได้เท่านี้เองครับ

    วันที่ ๒ ไปแจ้งเปลี่ยนชื่อ
    คือเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ จากนาย เป็น พระ
    ซึ่งไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง
    ไว้อ่านถึงเรื่องวันที่ ๓ จะทราบว่าไม่ถูกอย่างไร
    เนื่องจากสอบไล่
    ได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค ขึ้นไป
    จึงต้องนำหลักฐานการสอบได้ไปแสดง
    เพื่อเปลี่ยนคำนำหน้าจากนาย เป็น พระมหา

    วันที่ ๓ ทำบัตรประชาชน
    วันนี้วุ่นน่าดู หลักฐานเราครบถ้วน ชื่อย้ายแล้ว
    คำนำหน้าเปลี่ยนแล้ว เจ้าหน้าที่ก็จัดการให้
    ถ่ายรูป ปรากฏว่าระบบคอมพิวเตอร์ ฟ้องว่า
    มีข้อผิดพลาด ไม่ยอมให้ถ่ายรูป
    เอาละซิครับ วุ่นกันทั้งอำเภอ
    เนื่องจากเป็นบัตรประชาชนพระใบแรก
    จึงยังไม่มีใครเข้าใจ
    โทรถามฝ่ายระบบคอมฯ กันให้วุ่น
    แถมนำระเบียบมากางดู
    เราเห็นว่าเขากำหนดว่า ให้ใส่สมณศักดิ์ก่อน
    แล้ว ตามหลังด้วย ในวงเล็บ ชื่อ นามสกุล
    พอดูในทะเบียนเราเป็น คำนำหน้า พระมหา
    ชื่อ นัธนิติ นามสกุล มานะทัต มันไม่ตรงกับ
    ระเบียบเขานี่นา  เลยเสนอเจ้าหน้าที่ว่า
    ลองอย่างนี้ดู แก้ทะเบียนใหม่เป็น
    สมณศักดิ์ พระมหานัธนิติ  สุมโน แล้ว
    วงเล็บ ชื่อ นัธนิติ  นามสกุล มานะทัต
    โป๊ะเช๊ะ เป๊ะเลยครับ
    ระบบยอมให้ถ่ายบัตรได้ และจากนั้น
    รอไม่กี่นาที ก็ได้บัตรประชาชนพระมาสมใจ

    เดี๋ยวนี้ ถ้าให้เขียนชื่อ ตามทะเบียนบ้าน
    ต้องเขียนยาวมากว่า
    พระมหานัธนิติ  สุมโน ( นัธนิติ  มานะทัต )

    ทีแรกที่ไปทำกะว่า ทำเป็นตัวอย่าง
    แลัวจะรณรงค์ ให้พระรูปอื่น ๆ ไปทำมั่ง
    เจอความยากขั้นเทพแล้ว ไม่กล้าชวนใครอีกเลยครับ
    ^^"

     

    ----------------------------

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    หนังสือพิมพ์มติชน
    วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11095

    เมื่อพระ...ทำบัตรประชาชน

    คอลัมน์ มุมบริการ

     

    เมื่อ ราวต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาปรากฏข่าว หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เดินขึ้นที่ว่าการอำเภอเพื่อทำบัตรประจำตัวประชาชนเป็นครั้งแรก สร้างความสนใจและความสงสัยให้แก่ประชาชนทั่วไปพอสมควร กรณี "พระ...ทำบัตรประชาชน"

    โดยที่กฎหมายกำหนดให้ประชาชนคนไทย ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ไม่เกิน 70 ปีบริบูรณ์จะต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้กำหนดให้พระภิกษุ อยู่ในกลุ่มบุคคลที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน ตามกฎกระทรวง พ.ศ.2548

    ปัจจุบันได้เกิดปัญหาพระปลอมแอบแฝงผ้าเหลือง หากิน ออกเรี่ยไรเงินสร้างความเสียหายให้แก่คณะสงฆ์อยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว ตลอดจนมิให้พระภิกษุ สามเณร กระทำการอันฝ่าฝืนประกาศมหาเถรสมาคม รวมทั้งเพื่อจัดทำบัตรประจำตัวให้แก่พระภิกษุ สามเณร ที่ประสงค์จะทำบัตรประจำตัวประชาชน กรมการปกครองจึงได้วางแนวทางการปฏิบัติไว้ ดังนี้

    1) เมื่อได้รับคำขอมีบัตร จากพระภิกษุ สามเณร เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบหลักฐานเกี่ยวกับรายการต่างๆ ในทะเบียนบ้านของวัด เช่น คำนำหน้านาม หรือวงเล็บชื่อตัวชื่อสกุลต่อท้ายสมณศักดิ์ (กรณีเป็นพระภิกษุที่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์) ว่าถูกต้องตรงกันกับรายการที่ระบุในหนังสือสุทธิสำหรับพระภิกษุ สามเณร หรือไม่ หากถูกต้องตรงกันและมีหลักฐานเอกสารประกอบอื่นๆ ตามระเบียบกรมการปกครองว่าด้วยการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนกำหนด เช่น สูติบัตร บัตรเดิม ฯลฯ ครบถ้วนก็จะพิจารณาดำเนินการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนให้พระภิกษุ สามเณร ทันทีโดยไม่ต้องดำเนินการแจ้งกรมการศาสนาทราบ

    2) กรณีพระภิกษุ สามเณร นำหลักฐานสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน มาประกอบการยื่นคำขอมีบัตร จะแนะนำให้พระภิกษุ สามเณร แจ้งย้ายที่อยู่จากทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านเข้าทะเบียนบ้านฉบับของวัดแล้วขอ แก้ไขคำนำหน้านาม หรือสมณศักดิ์ และวงเล็บชื่อตัวชื่อสกุลต่อท้ายสมณศักดิ์ ให้ถูกต้องตรงกันกับที่ระบุไว้ในหนังสือสุทธิของพระภิกษุ สามเณร แล้วจึงจะดำเนินการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนให้ต่อไป ซึ่งหากพระภิกษุ สามเณร ยังคงยืนยันที่จะใช้สำเนาทะเบียนบ้านฉบับของวัด ที่ยังไม่ได้แก้ไขคำนำหน้านามให้เป็น "พระ" หรือ "สามเณร" หรือสมณศักดิ์ โดยวงเล็บชื่อตัวชื่อสกุลต่อท้ายสมณศักดิ์ กรณีพระภิกษุที่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นหลักฐานในการทำบัตรประจำตัวประชาชน เจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนให้ตามประสงค์แต่จะต้อง ดำเนินการแจ้งกรมการศาสนาเพื่อประสานการปฏิบัติต่อไป

    ทั้งนี้ พระภิกษุ สามเณร หากประสงค์จะมีบัตรประจำตัวประชาชนสามารถดำเนินการได้ ณ สำนักทะเบียนอำเภอทุกแห่งทั่วประเทศ หากพบปัญหาหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชน สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักทะเบียนทุกแห่ง สำหรับในส่วนกลาง โทรศัพท์ 0-2791-7625

    ถ้าอ่านพระไตรปิฎกแล้วเบื่อ ลองนี่

     
    .....
    ขึ้นหัวข้อเรื่องไว้อย่างนี้ เพราะว่าหลาย ๆ คน คงคิดว่าเรื่องในพระไตรปิฎก มีแต่เรื่องธรรมะธรรมโม น่าเบื่อ
    อ่านก็ไม่รู้เรื่อง ฟังพระเทศน์ก็ง่วงนอน เหมือนที่เขาว่า ฟังพระเทศน์ ไม่เหมือน เล่นไพ่ 
    คือฟังพระเทศน์ นั่งได้ไม่กี่นาที ทั้งเมื่อย ทั้งง่วง แต่เล่นไพ่ กลับนั่งได้เป็นวัน ๆ
    ลองไปอ่านเรื่องราวในพระไตรปิฏก ส่วนของพระธรรมบท ที่แปลโดยสำนวนของ พระอัครกิตติ์ ใน blog
    บินเดี่ยว การผจญภัยในผ้าเหลือง
    แล้วจะพบว่า การอ่านธรรมะ ไม่น่าเบื่อเหมือนเคยอีกแล้วครับ
    ท่านอัครกิตติ์ ได้ทำการปรับเปลี่ยน สำนวนเสียใหม่ เพื่อให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย คือ คนรุ่นใหม่ ๆ อ่านแล้วสนุกได้สาระ
    การแสดงธรรม สำคัญตรงนี้ครับ คือให้ผู้รับ รับได้
    คราวที่พระพุทธเจ้าของพวกเรานั้นยังทรงพระชนม์อยู่ ก็ทรงแสดงธรรม ด้วยวิธีการต่าง ๆ กันไป ตาม "จริต" ของผู้ฟัง
    แต่ว่าพระองค์ทรงสามารถ กำหนดรู้ใจของทุก ๆ คนได้ จึงทรงสามารถ แสดงธรรมให้พวกเขา เข้าใจได้โดยง่าย
    เช่น คราวโปรดพระนางรูปนันทา ผู้ติดอยู่ในรูปโฉม อันงดงาม พระศาสดาเราทรงแสดง รูปนิมิต ของสตรีที่งาม
    กว่าพระนางยิ่งนัก ให้พระนางทอดพระเนตร แล้วทรงให้รูปนิมิตนั้น แก่ หง่อม และตายไป ในขณะนั้นเอง
    ทำให้พระนางรูปนันทา ได้ทรงตระหนักถึง ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ของรูป และทรงละความยึดมั่นในรูปได้
    นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งครับ ที่พระไตรปิฎก มีมากมายถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ( หัวข้อ/เรื่อง )
    ทั้ง ๆ ที่ธรรมของพระศาสดา สามารถย่อรวมลงเหลือเพียง ๑ เดียว คือ "ความไม่ประมาท" แต่ที่แตกเหล่า แตกกอ ออกไปนั้น
    เพราะว่า "จริต" ของผู้ฟัง ต่างกัน
    บางท่านอ่านสำนวนธรรมบท ของพระอัครกิตติ์แล้ว อาจไม่ชอบใจ แต่บางท่านอาจจะหันมาศึกษาพระพุทธศาสนา
    เพราะได้แรงบันดาลใจ จากเรื่องราว การเขียนของท่าน  นั่นก็เพราะว่า "จริต" ของผู้อ่านไม่เหมือนกัน
    ท้ายนี้ต้องขออนุโมทนา ในความพยายามเผยแผ่พระธรรมของท่านอัครกิตติ์ และขอเจริญพรเชิญชวน ไปลองอ่านกัน
    เผื่อจะถูก "จริต"
    บุญรักษาครับ
    .....