mahaoath's profileนตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    ง้อแฟนเรื่องเล็ก


    ได้รับเมลมาถามเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับการถูกตามจองล้างจองผลาญจากเจ้ากรรมนายเวร และการทำบุญอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร เพื่อให้อโหสิต่อกัน เลยรีบลัดคิวมาตอบ

    ในคำถามมีคำที่น่าสนใจอยู่หลาย ๆ คำ ที่ต้องทำความเข้าใจกันก่อน คือ เจ้ากรรมนายเวร, ทำบุญ, อุทิศ, และ อโหสิ

    เจ้ากรรมนายเวร เป็นอย่างไร ?

    ในความหมายของผู้ถาม คงหมายถึง ใครสักคนที่เราเคยทำกรรมไม่ดีกับเขาไว้ แล้วเขาผูกใจเจ็บ อาฆาต เบียดเบียน ให้เราได้รับความทุกข์กาย ทุกข์ใจ ซึ่งก็มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก หลาย ๆ เรื่อง เช่นเรื่องของเมียหลวง กับเมียน้อย ที่จองเวรจองกรรมกันหลายชาติ ผลัดกันฆ่าลูกของอีกฝ่าย จนได้พบพระพุทธเจ้า ได้ฟังพระธรรมเทศนา จึงเลิกแล้วต่อกัน อ่านต่อที่นี่

    ในเมื่อเป็นอย่างนี้แสดงว่า เหตุเกิดเพราะเราเคยทำไม่ดีกับเธอไว้ก่อน ให้ตั้งไว้ในใจก่อนเลยว่า เป็นเพราะเรานั่นเอง เพื่ออย่างน้อยการผูกเวร จองเวร จะได้ไม่ผูกใจเจ็บต่อกันไปอีก ให้จบเสียในภพชาตินี้

    นอกจากนี้ยังมีเจ้ากรรมนายเวรอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ต้องมีการผูกใจเจ็บ ได้แก่ กรรมของเราเอง ที่ได้มีเจตนากระทำลงไป เป็นเจ้ากรรมนายเวรตัวฉกาจ เพราะไม่มีการผูกเวร จองเวร อาฆาต แต่อย่างไร เป็นเรื่องของธรรมชาติ เรื่องของกฎแห่งกรรม ที่ทำกรรมย่อมได้รับผลของกรรม ตัวอย่างเช่นเรื่องของพระมหาโมคคัลานะ ท่าน Dhammasaro ได้เขียนไว้อย่างละเอียดแล้วใน ผู้สร้างมีจริงหรือ เป็นต้ัวอย่างที่ดีว่า พ่อแม่ท่านในชาติก่อน ไม่ได้ผูกเวร จองเวรไว้ แต่เวรกรรม ก็ยังตามสนองท่าน แม้จะหมดกิเลสบรรลุอรหัตตผลแล้วก็ตาม

    ดังนั้นถ้าแบ่งเจ้ากรรมนายเวรเป็น ๒ อย่างแล้ว การทำบุญอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรจะมีผลอย่างไรบ้าง ?

    ในกรณีที่เจ้ากรรมนายเวร เป็นผู้ที่ผูกใจเจ็บ ต้องมาวัดกันละครับว่า เธอจะยอมรับ คือยอมอนุโมทนาหรือไม่ ถ้าเธอไม่ยอมรับ การจองเวรก็ยังมีอยู่  แต่ก็ไม่ใช่ว่าบุญที่ทำจะเสียเปล่าครับ จำกฎแห่งกรรมได้ไหม ใครทำกรรม ต้องรับผลของกรรม ไม่จำกัดเฉพาะฝ่ายกรรมชั่วเท่านั้น แม้ฝ่ายกรรมดีก็เหมือนกัน และอีกอย่างเจ้ากรรมนายเวร เจอกับบุญที่อุทิศไปให้บ่อย ๆ สักวันคงใจอ่อน เหมือนตามตื๊อจีบหนุ่ม จีบสาว หรือ ตามง้อแฟน นั่นแหละครับ น้ำหยดลงหิน ทุกวันหินมันยังกร่อน ( แต่หัวใจอ่อน ๆ ของเธอทำด้วยอะไร - ใครเกิดทันเพลงนี้บ้าง ? ) ง้อไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ใจอ่อนเอง ของอย่างนี้ต้องใช้เวลาครับ ไม่รู้ว่าเราไปทำอะไรให้เธอโกรธ เรื่องเล็ก หรือเรื่องใหญ่ก็ไม่รู้ อยู่ ๆ ก็งอนตุ๊บป่อง อาศัยความเพียรกันหน่อยนะครับ ทำบุญให้ครั้ง สองครั้ง ยังไม่หาย ก็ต้องทำอีก ทำเพิ่มไปเรื่อย ๆจนกว่าเธอจะใจอ่อน

    ถ้ากรณีไม่มีบุคคลผู้จองเวร แสดงว่าเป็นเรื่องกรรมล้วน ๆ อย่างนี้ แก้ไม่ได้ แต่ว่าบรรเทาได้ครับ ลองเปรียบเทียบว่า กรรมชั่ว คือเกลือที่เค็มที่สุดในจักรวาล ทานเข้าไปแล้ว แทบจะไตวายในทันที เปรียบกรรมดี เป็นน้ำใสสะอาดเย็นชื่นใจ แล้วเราทำกรรมชั่วไว้ เท่ากับเกลือ ๑ ช้อน ทำกรรมดีไว้ เท่ากับน้ำ ๑ แก้ว เอาเกลือ ๑ ช้อน ใส่ในน้ำ ๑ แก้ว แล้วดื่มเข้าไป อะไรจะเกิดขึ้น ตอบได้เลยว่าเค็มปิ๊ดปี๋  ถ้าเกลือเท่าเดิม คือไม่ทำความชั่วเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มน้ำเข้าไป ด้วยการทำความดี หรือบุญเพิ่มขึ้น ความเข้มข้นของน้ำเกลือลดลง ก็เค็มน้อยลง ถ้าทำความดีมากกก เท่ากับน้ำ ๑ ตุ่ม ถามว่าเกลือยังมีอยู่ไหม ? ยังมี เค็มไหม ? เค็ม แต่เค็มน้อยลง  อธิบายอย่างนี้พอให้เห็นภาพนะครับ ว่ากรรมไม่ใช่เรื่องของคณิตศาสตร์ ที่ -๑ รวมกับ ๑ ได้ ๐    กรรมดี กรรมชั่ว หักล้างกันไม่ได้  หรือจะให้ชัดเจนอีกนิด เปลี่ยนจาก กรรมชั่วเป็นเกลือ มาเป็นพริกขี้หนู แล้วกรรมดี เป็นข้าวสวย  พริกขี้หนู ๑ เม็ด อยู่ในข้าว ๑ คำ กินข้าวคำนั้นเผ็ดทันที  พริก ๑ เม็ด อยู่ในข้าว ๑ จาน กินข้าวหลาย ๆ คำ กว่าจะเจอพริก  พริก ๑ เม็ด อยู่ในข้าว ๑ หม้อ อยู่ในข้าว ๑ กระทะใบบัว เพิ่มข้าวเข้าไปโอกาสที่จะเจอพริก ก็น้อยลง  เพิ่มมากเข้า มากเข้า จนผู้กิน ( คืออัตตา หรือความถือว่าเป็นตัวเป็นตน ) ตายไปซะก่อน ( คือบรรลุอรหัตตผล ) ก่อนที่จะเจอพริก ก็สบาย อย่างท่านพระมหาโมคคัลลานะ โดนทำร้ายขณะที่ท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ไม่ทุกข์ร้อน ไม่เผ็ดแล้ว แม้ความรู้สึกมีอยู่ แต่ไม่มีผู้รู้สึกแล้ว เป็นเพียงสักแต่ว่าเจ็บ สักแต่ว่าเผ็ดเท่านั้นเอง

    แล้วเราจะทำบุญอย่างไรดี ?

    เวลาง้อแฟน เราพยายามหาทางทำอะไรที่ดีที่สุดให้เธอ ถูกไหมครับ ง้อเจ้ากรรมนายเวรก็เหมือนกัน ในบุญ ๓ กอง คือ ทานการให้ ศีล และภาวนา หรือ การเจริญสมาธิ และปัญญา   การภาวนาเป็นบุญมหาศาล ที่ดีที่สุด น่าจะเหมาะสำหรับการง้อเจ้ากรรมนายเวร  อ๊ะ อ๊ะ อย่าใจร้อนข้าม ทาน และศีล ไปนะครับ ทาน ศีล เป็นพื้นฐาน ที่ทำให้การทำสมาธิ และเจริญปัญญา ทำได้ดี ง่าย สะดวก เห็นผล  เริ่มจากรู้จักสละแบ่งปันให้กับผู้อื่น ( ไม่จำเป็นต้องเป็นพระ ) เพื่อลดความตระหนี่ของเราก่อน  รักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย ไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น จากนั้น มาทำสมาธิกันอย่างง่าย ๆ ไม่ต้องมีอุปกรณ์ แต่ได้ผลดี คือการรู้ลมหายใจเรานี่เอง ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ที่เราหายใจ เมื่อใดว่างจากการที่ต้องใช้ความคิดในการเรียน การทำงาน ก็หันมาเกาะอยู่กับลมหายใจเราไปเรื่อย ๆ จนชิน จนชำนาญ แล้วค่อยทำอย่างอื่นต่อไป ( ยังไม่บอกครับ ไปเป็นขั้น ๆ ดีกว่า ) ทำอย่างนี้ทุกวัน ทุกวัน ทำให้ครบ ทาน ศีล ภาวนา อย่าให้ขาด เราก็มีบุญเตรียมเอาไปง้อเจ้ากรรมนายเวรแล้วครับ

    ส่งให้เจ้ากรรมนายเวรอย่างไร ?

    ส่งของไปง้อแฟน มีหลายทางเลือกครับ ให้เองกับมือ ฝากเพื่อนไปให้ ส่งไปรษณีย์  สารพัดวิธี  แต่การส่งบุญนั้น ใช้วิธีกรวดน้ำ หรือ ตรวจน้ำ แล้วแต่ถนัดเรียก ค่อย ๆ รินน้ำเป็นสาย อย่าให้ขาด พร้อมทั้งอธิษฐาน "ขอให้บุญของเรานี้ จงมีแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายจงอนุโมทนา และงดโทษภัยที่มีแก่กันและกัน อย่าได้มีเวรภัยต่อกันอีกต่อไปเลย" ระวังอย่างให้น้ำขาดสาย เป็นอุบายเพื่อน้อมจิตให้เกิดสมาธิในขณะนั้น ๆ เสริมแรงเข้าไปอีก

    ถ้าเจ้ากรรมนายเวรยอมคืนดีก็สบายไปครับ แต่ถ้าไม่ยอมก็ต้องรับกรรมกันต่อไปจนกว่ากรรมนั้นจะเป็นอโหสิกรรม หลาย ๆ คนเข้าใจว่าคำว่า อโหสิ แปลว่า ยกโทษให้  จริง ๆ อโหสิ แปลว่า ได้เป็นแล้ว อโหสิกรรม หมายถึง กรรมที่ส่งผลไปแล้วเรียบร้อย ไม่มีผลใด ๆ อีก  ดังนั้น กรรมทุก ๆ อย่างไม่ว่าดี หรือ ชั่ว เมื่อถึงเวลาที่ส่งผลหมดสิ้นแล้ว ก็จะกลายเป็นอโหสิกรรม โดยอัตตโนมัติ ไม่ต้องไปขอจากใคร ๆ  ครับ  ถ้าในความหมายของการขอให้เขายกโทษ ควรใช้คำว่าขอขมามากกว่า แต่อย่างไรก็ดี เรียกว่าขออโหสิก็ไม่ผิด เพราะถือว่าเป็นไปตามความนิยม และเป็นที่เข้าใจโดยทั่วกัน

    เท่านี้ก่อนนะครับ ขอให้ง้อสำเร็จ คืนดีกันไว ๆ

    บุญรักษาครับ

    ปาณาติปาตาฯ กับ การชุมนุมทางการเมือง

    กลับจากบิณฑบาตคุยกับคนงานวัด บอกว่ามีการปะทะกันระหว่างเหลือง กับแดง และมีการเสียชีวิตด้วย มีโอกาสจึงได้ตรวจสอบข่าวในเนท ปรากฏว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ทำให้เกิดความสลดสังเวช และหวาดเสียวหวาดสะดุ้ง กลัวเหตุการณ์จะบานปลาย ตุลา ๑๖ ยังไม่เกิด ปี ๑๙ อายุ ๒ ขวบ แต่ว่าทันเหตุการณ์ปี ๓๕ ขณะนั้นเรียนมหาวิทยาลัยปี ๑  ยังจำได้ และไม่ต้องการให้มีการเสียเลือดเสียเนื่อคนไทยด้วยกันอีกเลย แม้แต่คนเดียว

    เหตุการณ์ที่ผ่านมานั้นเบาใจอยู่อย่างว่าดูจากท่าทีของทหาร ตำรวจ และรัฐบาลแล้ว ไม่น่าจะมีความรุ่นแรง จนกระทั่งได้ทราบข่าวเมื่อเช้า ความเบาใจหายไป กลายเป็นความห่วงกังวล อยากจะบอกทุกฝ่ายว่า พอซะทีเถิด 

    ได้ระบายหน่อยค่อยยังชั่ว มาเข้าเรื่องธรรมะกันดีกว่า ปรารภถึงการฆ่ากันเมื่อคืน หลาย ๆ คนทราบแล้วว่า ฆ่าสัตว์ เป็นบาป ผิดศีลข้อแรก ปาณาติปาตา ฯ  ดังนั้นโอกาสนี้ขอนำเรื่องปาณาติปาตา ฯ มาขยายให้รับทราบโดยทั่วกัน

    ปาณาติปาตา เวรมณี สิกขาปทัง สมาทิยามิ  แปลว่า ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบทคือเจตนาเว้นจากการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง แปลไทยเป็นไทยอีกทีว่า ข้าพเจ้าตั้งใจไม่ฆ่าสัตว์

    การฆ่าสัตว์นั้น มีองค์ประกอบด้วยกัน ๕ ประการ คือ สัตว์นั้นมีชีวิต  รู้อยู่ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต  มีจิตคิดจะฆ่าสัตว์นั้น  มีความพยายามที่จะฆ่าสัตว์นั้น  และสุดท้ายสัตว์นั้นตายเพราะความพยายามนั้น  ถ้าครบทั้ง ๕ ประการจัดเป็นการฆ่าสัตว์ในศีลข้อ ๑  ผู้ที่รักษาศีลข้อที่ ๑ นี้ นอกจากเว้นจากการฆ่าสัตว์แล้ว ถ้าต้องการให้ศีลสมบูรณ์แบบ ไม่ด่าง ไม่พร้อย ไม่เศร้าหมอง ยังต้องเว้นจาก ฉายาปาณาติบาต ด้วย ถ้าเว้นจากการฆ่าอย่างเดียว แต่กระทำฉายาปาณาติบาต ศีลยังไม่ขาดแต่้ว่าด่างพร้อย เปรียบเสมือนกับ ผ้า ที่ไม่ขาดแต่สกปรก

    ฉายาปาณาติบาต คืออะไร คือกรรม ๒ ประการได้แก่ การทำร้ายร่างกาย ทำให้ร่างกายของสัตว์เจ็บปวด พิกลพิการ ๑ และ การทรมาน อันประกอบด้วย การใช้งานสัตว์เกินกำลัง การกักขังในที่แคบจนเปลี่ยนอิริยาบถไม่ได้ การนำสัตว์ไปโดยวิธีทรมาน เช่น ลากไป และการผจญสัตว์ เช่น กัดปลา ตีไก่ ชนวัว  เหล่านี้อีก ๑

    การฆ่าสัตว์ทุกชนิด ทำให้ศีลขาดเท่ากันหมด ไม่ว่า ฆ่ามนุษย์ หรือฆ่ายุง แต่ว่า บาปกรรมไม่เท่ากัน กำหนดบาปกรรมได้ด้วย การกำหนดวัตถุ ดัวยเจตนา และด้วยประโยค

    กำหนดด้วยวัตถุ คือสัตว์ที่ถูกฆ่า สัตว์อย่างเดียวกันเช่น ฆ่ามนุษย์ บาปกำหนดด้วยคุณ เช่น ฆ่าบิดา มารดา มีบาปมากกว่าฆ่าบุคคลอื่น   ฆ่าพระบาปกว่าฆ่าเณร อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเป็นสัตว์ต่างอย่างกัน กำหนดด้วยคุณ หรือ ด้วยขนาดก็ได้ เช่น ฆ่าวัวบาปกว่าฆ่ายุง

    กำหนดด้วยเจตนา คือความตั้งใจฆ่า ว่ากันดัวยโทสะ โทสะมาก โทษมาก โทสะนัอย โทษน้อย

    กำหนดด้วยประโยค คือวัดที่ความพยายาม พยายามมาก โทษมาก อย่างเช่นการวางแผนลอบสังหารผู้นำประเทศ ถ้าทำสำเร็จ ย่อมมีบาปมากกว่า การฆ่าคนธรรมดา เพราะต้องมีการเตรียมการ มีการวางแผน มีความพยายามมากกว่า

    โทษของปาณาติบาต อย่างหนักทำให้ไปเกิดในอบาย คือ นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน อย่างเบาทำให้อายุสั้นเมื่อเกิดเป็นมนุษย์

    การฆ่ากันตายในการปะทะกันของผู้ชุมนุมทั้ง ๒ ฝ่าย ดูยังไงก็เป็นปาณาติบาตแน่ ๆ และเข้าข่ายอย่างโทษหนักซะด้วย เพราะ สัคว์ที่ถูกฆ่าเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ที่มีคุณมาก ขณะฆ่าก็มีโทสะมาก และพยายามมากด้วย ครบทั้ง ๓ อย่าง ๓ ประการ เพราะฉะนั้นคงไม่ต้องให้บอกว่าตายแล้วไปไหน เดาได้ไม่ยาก

    ส่วนที่ทำร้ายกัน ไม่ถึงตาย ยังจัดเป็นฉายาปาณาติบาต มีผลในทางร้ายอีกเช่นกัน ถ้าจะอ้างว่าไม่ได้เจตนา ประมาท บันดาลโทสะ ฯลฯ อ้างได้ครับ แต่อ้างได้เฉพาะกับศาลคดีโลกเท่านั้น ท่านอาจจะปราณี แต่กับศาลกรรม ศาลทางธรรมแล้วละก็ ไม่มีอุทธรณ์ ไม่มีฎีกา ไม่มีคุ้มครองฉุกเฉิน ดีก็ว่าดี ชั่วก็ว่าชั่ว

    พระเตือนแล้วนะครับ จะทำอย่างไรไปเลือกเอาเอง

    บุญรักษาครับ 

    =========

    เขียนไว้ที่ exteen แล้วนำมาไว้ที่นี่ด้วย ยังไงก็คงไม่ทิ้ง space ไว้ให้ร้างหรอกครับ ^_^

    เทวดา, แก่, spam, นิพพาน

    เข้าไปดู blog บินเดี่ยว : การผจญภัยในผ้าเหลือง ของท่าน Dhammasarokikku แล้วบังเอิญไปเจอกับ spam โกร๊ทฮอร์โมน นัยว่าเป็นโฆษณาขายยากันแก่ ยาแก้แก่ ก็ให้นึกสลดสังเวชใจว่า คนเรานี่หนา ช่างสรรหาอะไรที่มันเป็นไปไม่ได้เสียจริง ๆ เรื่องแก่ เรื่องตายนั้น ถ้าลองได้เกิดแล้วละก็ต้องแก่ ต้องตายแน่ ๆ ไม่มีทางที่จะหนีพ้นได้เลย

    ไม่แต่เฉพาะคนเราเ่ท่านั้นที่แก่ แม้แต่เทวดาก็แก่ได้เหมือนกัน เรื่องนี้มีปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ใน คัมภีร์ธรรมบท ขุททกนิกาย สุขวรรค ว่า คราวนั้นพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราท่านประทับอยู่ ณ บ้านเวฬุวคาม ทรงอาพาธด้วยโรคลงพระโลหิต ( ถ่ายเป็นเลือด ) ท้าวสักกะ หรือพระอินทร์ ผู้เป็นเทวราชาปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ทรงทราบ จึงได้เสด็จลงมาปรนนิบัติพระศาสดาด้วยการนวดพระบาท และนำภาชนะรองรับพระบังคนหนัก ( กระโถนถ่าย ) ทูนศีรษะออกจากห้องประทับเพื่อเททิ้งและทำความสะอาดโดยไม่ทรงแสดงความ รังเกียจแม้แต่น้อย  ภิกษุทั้งหลายพากันชื่นชมท้าวสักกะเป็นอย่างมาก  พระศาสดาทรงทราบความจึงทรงไขข้อสงสัยของภิกษุทั้งหลายว่า

    "ภิกษุทั้งหลาย ข้อซึ่งท้าวสักกเทวราชทำสิเนหาในเรานั้น ไม่น่าอัศจรรย์ เพราะท้าวสักกเทวราชนี้ฟังธรรมเทศนาแล้วเป็นโสดาบัน ละความเป็นท้าวสักกะชรา ถึงความเป็นท้าวสักกะหนุ่ม เหตุอาศัยเรา;
    แท้จริง เมื่อท้าวเธอเสด็จนั่งในท่ามกลางเทพบริษัท ณ อินทสาลคูหา ในกาลเมื่อตนถูกมรณภัยคุกคาม ทำคนธรรพ์เทพบุตรชื่อปัญจสิขะข้างหน้า เสด็จมา เราได้กล่าวว่า :-

    ดูก่อนท้าววาสวะ ท่านจงถามปัญหากะเรา
    ท่านปรารถนาปัญหาข้อใดข้อหนึ่งในพระหฤทัย
    เราจะทำที่สุดแห่งปัญหานั้นๆ ของท่านได้แน่แท้.
                                     
    เมื่อจะบรรเทาความสงสัยของท้าวเธอ จึงได้แสดงธรรมเทศนา.
    ในกาลจบเทศนา ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์ทั้งหลายประมาณ ๑๔ โกฏิ,ส่วนท้าวสักกเทวราชบรรลุโสดาปัตติผล ตามที่ประทับนั่งแล้วนั่นเอง เป็นท้าวสักกะหนุ่มแล้ว เรามีอุปการะเป็นอันมากแก่ท้าวสักกเทวราชนั้น ด้วยประการอย่างนี้ ชื่อว่าความสิเนหาในเราของท้าวสักกเทวราชนั้น ไม่น่าอัศจรรย์
    ภิกษุทั้งหลาย ก็การพบเห็นเหล่าอริยบุคคลก็ดี การอยู่ ณ ที่เดียวกันกับเหล่าอริยบุคคลก็ดี ให้เกิดสุข แต่ว่า กิจเช่นนั้นกับพวกคนพาล ให้เกิดทุกข์ทั้งนั้น"

    พระพุทธพจน์ยืนยันชัดเจนว่า เทวดาแม้เป็นถึงจอมเทพอย่างท้าวสักกะ ก็มีการแก่เหมือน ๆ เรานี่เอง เพราะอะไร ? เพราะว่าเทวดา ก็เป็นสัตว์ เป็นสังขาร ที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมา ย่อมจะต้องอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติ คือ

    ไม่เที่ยง ( อนิจจัง ) มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรเปลี่ยนไป และดับสลายในที่สุด
    ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ( ทุกขัง ) ทนเป็นเทวดาหนุ่มตลอดไปไม่ได้ ต้องเปลี่ยนไปเป็นเทวดาแก่
    ไม่ใช่ตัวตน ( อนัตตา ) ไม่อยู่ในอำนาจบังคับของตนเอง หรือของใคร ๆ จะสั่งตัวเองว่า ตัวเราเอ๋ยจงอย่าแก่ อย่างนี้ก็ไม่ได้

    กฎ ๓ ข้อ ที่เรียกว่าไตรลักษณ์ นี้มีเสมอกันหมด ไม่ว่า สัตว์นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา มาร พรหม ฉะนั้นอย่าไปกลัวแก่กันนะครับ ธรรมดา มันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ว่าฮอร์โมน หรือยาอะไรก็ห้ามแก่ไม่ได้หรอกครับอย่าไปสนใจเลย

    แต่ถ้ายังไม่อยากแก่ ไม่อยากตายอยู่ละก็ มีวิธีเดียวเท่านั้นครับ คือ ต้องไม่เกิด เพราะถ้าไม่เกิด ก็แน่นอนว่าไม่แก่ ไม่ตายแน่ ๆ  ส่วนวิธีการทำให้ไม่เกิดนั้นมีอยู่ในพระพุทธศาสนาแล้ว ถ้าสนใจก็บอกมานะครับ