mahaoath's profileนตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
อีกบล็อกหนึ่ง คงพอทราบ ๆ กันบ้างแล้ว แต่ยังไม่ได้แจ้งเป็นทางการเลย คือว่าตอนนี้บล็อกหลักที่ใช้ไม่ใช่ที่ spaces นี้แล้ว แต่ว่า ไปใช้ exteen ซะเป็นส่วนใหญ่ ตามไปอ่าน ตามไปทักทายได้ http://dhamweb.exteen.com บุญรักษาครับ ...
You are the Hanged ManSelf-sacrifice, Sacrifice, Devotion, Bound. With the Hanged man there is often a sense of fatalism, waiting for something to happen. Or a fear of loss from a situation, rather than gain. The Hanged Man is perhaps the most fascinating card in the deck. It reflects the story of Odin who offered himself as a sacrifice in order to gain knowledge. Hanging from the world tree, wounded by a spear, given no bread or mead, he hung for nine days. On the last day, he saw on the ground runes that had fallen from the tree, understood their meaning, and, coming down, scooped them up for his own. All knowledge is to be found in these runes. The Hanged Man, in similar fashion, is a card about suspension, not life or death. It signifies selflessness, sacrifice and prophecy. You make yourself vulnerable and in doing so, gain illumination. You see the world differently, with almost mystical insights. What Tarot Card are You? แฉแหลก [ ความลับทางการค้า ]ต้องแอบมาบอกกันครับ เป็นความลับทางการค้า ที่ผู้บริโภคกำลังถูกเอาเปรียบโดยไม่รู้ตัว เมื่อสักครู่ ไปรับสังฆทานมาครับ
ข้างในถังมีเครื่องใช้จำเป็นอยู่ดังนี้
ถัง ๑ ใบ น้ำดื่ม ๔๘๐ ม.ล. ๑ ขวด น้ำส้ม ๒๕% ๑๘๐ ม.ล. ๑ ขวด กระดาษชำระ ๑ ม้วน ผ้าขนหนู ๑ ผืน ด้ามโกนหนวด ( ฟรีใบมีดโกน ) ๑ กล่อง ข้าวสารคัดพิเศษ ๑ กล่อง สำลีก้าน ๑ กล่อง ธูปหอม ๑ กล่อง ... .. . นำดื่ม น้ำส้ม กระดาษชำระ ผ้าขนหนู และ ถัง พอได้ใช้ประโยชน์บ้าง ( เพราะถังนี้ไม่มีสบู่ หรือ ผงซักฟอก ถ้ามีละก็ น้ำจะนำมาฉันไม่ได้ กลิ่นสบู่ ผงซักฟอก จะแทรกซึมไปในทุกอณูของน้ำ ) ดูกันต่อ แม่เจ้า !! ด้ามโกนหนวด กล่องยักษ์ แกะออกมาข้างในมีแค่นี้
ข้าวสารคัดพิเศษ คัดจนเหลือเท่านี้ แถมมีมอดด้วย
สำลีก้านกล่องยักษ์ ข้างในมีห่อเดียว ( ก็ยังดี ๕๐ ก้าน )
ธูปหอม (ก้านอ่อน) พิเศษ สามารถหักได้ตั้งแต่ยังไม่ปักกระถางธูป ความลับความสำเร็จในการประกอบอาชีพขายสังฆทานคืออะไร ? ปริศนาทั้งหมดกระจ่างแล้ว อยู่ที่การออกแบบบรรจุภัณฑ์ ให้ใหญ่เกินความจริงสัก ๓ - ๕ เท่าครับ ประโยชน์คือ ทำให้ถังเต็มเร็ว ดูมีราคา น่าซื้อไปทำบุญ คนซื้อ ไม่ได้ใช้ พระรับไว้ ก็ใช้ไม่ได้ เศร้า บุญรักษาครับ
เพิ่มเติม เรื่องที่เกี่ยวข้อง เคล็ดไม่ลับกับการจัดสังฆทาน เขียนไว้นานแล้วครับ ซื้อของแบบคนไทย จาก บินเดี่ยว : การผจญภัยในผ้าเหลือง สิ่งที่พระสงฆ์ต้องการจริง ๆ โดยคุณโก๋ ----------------------------- เหมือนเดิม คือเรื่องนี้เขียนครั้งแรกใน http://dhamweb.exteen.com หลายวันแล้ว ธรรมะจากหมาวัด l ความจริงหลังสิ้นอำนาจ
เพื่ออรรถรสในการอ่าน อย่าลืม กด Ctrl+F5
โจ้ หรือ โจโจ้ เป็นหมาหน้าตาประหลาด น่าจะเป็นลูกครึ่งด้วยซ้ำไป เมื่อประมาณ ๕ ปีกว่า ๆ เมื่อแรกมาบวชอยู่ที่วัดใหญ่ ก็พบกับโจ้ซึ่งเป็นเจ้าถิ่นอยู่ในบริเวณกุฏิ สภาพเหมือนพระเอกหนังเรื่องเกมลินส์ ได้ดูกันไหมครับ เกมลินส์เป็นสัตว์ต่างดาว ที่มีขนปุกปุยน่ารัก น่าเลี้ยงดูเป็นอย่างยิ่ง แต่มีข้อห้าม หลาย ๆ อย่างเช่น ห้ามโดนน้ำเด็ดขาด และห้ามให้อาหารในเวลาหลังเที่ยงคืน โจ้หน้าตาเหมือนเกมลินส์เป๊ะเลย
เกมลินส์ตอนน่ารัก ไม่ใช่เกมลินส์ตอนน่ารักนะ แต่เป็นตอนที่กินอาหารหลังเที่ยงคืน คือ เป็นสัตว์ประหลาด นึกถึงหมาหน้าแหลม ๆ เคยขนปุย ๆ แต่ร่วงหมดทั้งตัว ยกเว้น หย่อมเดียวกลางหัว ดูนะครับ ไม่ผิดกับเจ้าเกมลินส์จริง ๆ
หน้าเหมือนเจ้าโจ้ สมัยนั้นเจ้าโจ้เป็นหนุ่มกระทง กำลังวังชามหาศาล เป็นบิ๊กโจ้ ใครตัวไหนก็มาแหยมไม่ได้ เป็นต้องเล่นงานเขาไปทั่ว ตัวเล็กตัวน้อยพวกเล่นหมด เวลาผ่านมาได้สัก ๓ ปี มีหมาน้อยคอกใหม่ เชื้อชาติวัดใหญ่ สัญชาติไม่แน่ใจ แต่เป็นไทยหลังอาน แม่มันมาออกไว้ที่กุฏิ ตั้งชื่อว่า Tiger, Lion, Bull-no, Rhino หรือ ชื่อไทยว่า เสือ สิงห์ กระทิง และ แรด ทั้ง ๔ พี่น้อง ได้รับความลำบากจากการเบียดเบียนของเจ้าโจ้ จน Tiger กับ Lion ต้องระเห็จไปอยู่ที่อื่น แล้วก็โดนรถทับ ไปเกิดใหม่ก่อนพวก เหลือแต่ Bullno Rhino ก็ให้โดนแกล้งมาตลอด ทั้งแย่งข้าว แย่งขนม ไล่กัด สารพัด มีคราวหนึ่งเห็นกับตาว่า เจ้าโจ้ออกอุบาย แกล้งเห่าไปที่สนามหญ้า เพื่อให้ ๒ ตัว วิ่งออกจากใต้โต๊ะหินมาดูว่ามีอะไร พอ ๒ ตัว วิ่งแซงหน้าไป เจ้าโจ้ที่ยืนอยู่ด้านหลัง ก็งับเข้าให้ มันแสบได้ใจจริง ๆ ครับ เวลาและวารีไม่มีคอยใคร ชั้นแห่งวัยก็ละลำดับไปตามกาล ทุกวันนี้ Bullno Rhino เป็นหนุ่มเต็มตัว เรี่ยวแรงมากมาย เขี้ยวคมกริบ เป็นมันวาว ต่างกับเจ้าพ่อใหญ่โจโจ้ ที่นับวันหูตาฝ้าฟาง เขี้ยวไม่ต้องพูดถึง เพราะฟันหลุดเกือบหมดปาก ยืนยังแทบไม่อยู่
สภาพเจ้าโจโจ้ในปัจจุบัน กรรมที่มันเคยทำไว้เริ่มย้อนกลับมาอย่างชนิดที่ไม่ต้องรอชาติหน้า ทั้ง Bullno Rhino และยังมีตัวอื่น ๆ อย่างเช่น สำเริง ลาล่า น้องฟ้า เห็ดสด ที่เคยโดนโจโจ้เล่นไว้ แปลงร่างเป็นเจ้ากรรมนายเวร รุมเล่นโจ้ซะจน ทุกวันนี้ต้องอาศัยแอบอยู่ตามซอก ตามหลืบ จะเข้ามากินข้าวก็โดนพวกไล่ ดูไปดูมาให้น่าสงสาร แต่ก็ต้องปลงเพราะ เป็น "กรรม" ของมัน เกิดเป็นคนก็ระวังนะครับ อำนาจ วาสนา บารมี มีแล้วก็ใช้ให้เป็น หมดเมื่อไรจะได้ไม่ต้องถูกเจ้ากรรมนายเวรไล่งับแบบโจโจ้ บุญรักษาครับ พุทธเศรษฐศาสตร์ แก้จนด้วยธรรมะพุทธเศรษฐศาสตร์ แก้จนด้วยธรรมะ พระมหานัธนิติ สุมโน ใน ทางโลก วิชาที่ว่าด้วยความยากจนคงไม่พ้นวิชาเศรษฐศาสตร์ ถ้าเป็นระดับบุคคล หรือหน่วยธุรกิจ เรียกว่าเศรษฐศาสตร์จุลภาค ระดับประเทศ เรียก เศรษฐศาสตร์มหภาค ไม่ว่าจุลภาค หรือ มหภาค ต่างมีหลักการที่เหมือนกัน คือ นิยามของเศรษฐศาสตร์ว่า "การจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อสามารถสนองความต้องการที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด" และข้อสมมติที่ว่า "ให้ตัวแปรอื่น ๆ คงที่" นักเรียนเศรษฐศาสตร์คงจะทราบกันดี แต่ขออธิบายไว้นิดหน่อย อย่างเช่น สมมติว่า อุปสงค์ ( ความต้องการ ) ขึ้นอยู่กับราคา ราคามากต้องการน้ัอย ราคาน้อยต้องการมาก อย่างอื่น คงที่ คือไม่มีผล แต่ในโลกของความเป็นจริง อะไร ๆ ก็มีผลทั้งนั้น ตำรวจสลายการชุมนุม หุ้นตก เป็นตัวอย่าง ไม่ได้เกี่ยวกับราคาเลยสักนิดเดียว จุด มุ่งหมายของทั้งจุลภาค และมหภาค เหมือนกัน คือเรื่องของเงิน ตัวชี้วัดความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจคือทรัพยากรภายนอกในรูปของสิ่งที่ใช้แทน ได้แก่เงิน จุลภาค ต้องการทำต้นทุนให้ต่ำที่สุด ทำรายได้ให้มากที่สุด คือทำกำไรสูงสุด ส่วนมหภาคก็ต้องการรายได้หรือการผลิตของชาติเป็นหลัก นักเศรษฐศาสตร์ไม่ได้มองความจริงว่าสิ่งมุ่งหวังของพวกเขาเป็นเพียงสิ่งที่ไม่ ได้มีประโยชน์อะไรมากมาย นอกไปจากความพยายามหาสิ่งนอกตัวมาให้เป็นที่ยึดมั่นถือมั่นเพิ่มขึ้นเท่า นั้นเอง พระ พุทธศาสนา หรือคำสอนของพระพุทธเจ้า นอกจากเรื่องที่มุ่งเน้น โลกุตตรธรรม หรือ ธรรมอันเหนือโลก คือมุ่งมรรค ผล นิพพานแล้ว ยังไม่ทรงทิ้งธรรมอันเป็นโลกิยะ คือธรรมที่ยังเป็นวิสัยของโลก ยังทรงสั่งสอนในเรื่องของเศรษฐศาสตร์ในแนวทางที่ตรงข้ามกับวิชาเศรษฐศาสตร์ สมัยใหม่ เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ มีนิยามว่า "การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อสนองความต้องการที่จำกัดได้ของ มนุษย์" นักเศรษฐศาสตร์ได้ดูแคลนตัวเอง และพวกเราไว้ว่า ไม่สามารถจัดการกับโลภะ หรือ ความโลภ ต้องการ อยาก ของเราได้ ทั้ง ๆ ที่ ตนเองยังไม่ได้รู้จักกับเจ้ากิเลสกองที่ ๑ ให้แจ่มชัด เมื่อถูกโลภะครอบงำ หรือเห็นผู้ที่ถูกโลภะครอบงำ จึงคิดค้นวิชาเศรษฐศาสต์ที่มีนิยามตั้งต้น หรือมีเงื่อนไขหลัก ที่ไม่ถูกต้อง ต่างกับพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเรื่องของกิเลสทั้งหลาย รวมทั้งความโลภที่เป็นประเด็นนี้ด้วย ความโลภนั้นสามารถกำจัดได้ด้วยการฝึกหัดขัดเกลาของแต่ละบุคคล ด้วยเครื่องมือสำคัญ ๓ อย่าง คือ ทาน การให้ปัน ศึล การรักษากาย วาจาให้เรียบร้อย และ ภาวนา การทำให้สมาธิและปัญญามีขึ้นในตนเอง เพราะฉะนั้นนิยามของเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ จึงเป็นอย่างที่กล่าวแล้ว ก่อนจะขัดเกลากิเลสจนหมดความโลภได้นั้น พระพุทธองค์ยังทรงแสดงไว้แม้แต่เรื่องการใช้จ่ายภาคเอกชน ระดับเล็ก ๆ ระดับที่เรียกได้ว่า พุทธเศรษฐศาสตร์จุลภาค เช่นทรงแสดงเหตุที่ทำให้ทรัพย์ของบุคคลต้องเสื่อมไปว่ามีเหตุจากอบายมุข ๔ อย่าง คือ ความเป็นนักเลงหญิง นักเลงพนัน นักเลงสุรา และคบคนชั่ว ทรงแสดงวิธีการทำให้มีทรัพย์ ไว้ในทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ว่าต้อง ขยันหมั่นหา รู้รักษาทรัพย์ คบเพื่อนดี และมีความเสมอต้นเสมอปลาย ทรงแสดงเรื่องของความล่มสลายของหน่วยทางธุรกิจ หรือหน่วยทางสังคมไว้ว่าเกิดจาก ไม่แสวงหาพัสดุที่สูญหาย ไม่บูรณะสิ่งที่เก่าคร่ำคร่า ไม่ประมาณในการบริโภค และตั้งคนไม่มีศีลเป็นหัวหน้า ทรงแสดงการจัดสรรทรัพยากรของเอกชนไว้ด้วยหัวข้อ ประโยชน์เกิดจากการถือโภคทรัพย์ ๕ อย่าง คือ เลี้ยงตัวและครอบครัวให้เป็นสุข ๑ เลี้ยงดูมิตรสหาย ๑ บำบัดอันตรายจากเหตุต่าง ๆ ๑ ทำพลี ๕ อย่าง ( สงเคราะห์ญาติ ต้อนรับแขก ทำบุญอุทิศให้ผู้ล่วงลับ เสียภาษีอากร ทำบุญให้เทวดา ) ๑ และบำรุงสมณพราหมณ์ ๑ โดยนำทรัพย์ที่หามาได้ แบ่งมาใช้จ่ายในแต่ละเรื่อง เพียงแค่ระดับเบี้องต้น หรือระดับโลกิยพุทธเศรษฐศาสตร์จุลภาค นี้ก็เพียงพอต่อการสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ หรือ สร้างผลผลิต ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ได้อย่างง่ายดาย แต่ หากเรามองสูงขึ้นไปใกล้กับโลกุตตรธรรมมากขึ้น ยิ่งพบได้ว่าเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ ได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่นักเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่เชื่อถือลงทั้งสิ้น โดยเฉพาะการจัดการกับความโลภซึ่งอยู่ภายในของแต่ละคน นั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ จึงไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติอย่างมากมายอย่าง ไร ภิกษุ เป็นตัวอย่างของกลุ่มคนที่ใช้การจัดการความโลภ แทนที่การมุ่งจัดการกับทรัพยากรภายนอก โดยการลดการใช้ทรัพยากรลงให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น คือปัจจัย ๔ ประการ เครื่องนุ่งห่ม มีเพียงผ้ากาสาวพัตร์ เพื่อป้องกันผัสสะที่ร้ายกาจจากลมแดด ความร้อน ความหนาว สัตว์ต่าง ๆ และปกปิดอวัยวะที่ควรปกปิด พระภิกษุสามารถไปงานพระราชพิธี ได้ด้วยชุดชุดเดียวกันกับที่นุ่งห่มล้างห้องน้ำในวัด อาหาร เพียงประทังความหิว เพื่อให้มีเรี่ยวแรงปฏิบัติธรรม ที่อยู่อาศัยมีไว้ป้องกันอันตรายจากสภาพอากาศ ยารักษาโรคมีเพื่อบำบัดอาพาธต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น การขัดเกลากิเลสด้วยการลดสิ่งเกินจำเป็นลง ส่งผลให้จิตใจของผู้ปฏิบัติละความโลภได้อย่างดี หาก จะวัดความรวย หรือความจน ด้วยวิธีคิดของเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ เครื่องชี้วัดคือเงิน หรือ ทรัพยากรภายนอก ที่มีมากกว่าจัดว่ารวย มีน้อยกว่าจัดว่าจน แต่ในทางพุทธศาสตร์วัดด้วย ความพอ ใครพอมากกว่าจัดว่ารวย ใครไม่พอจัดว่าจน มีคำกลอนธรรมสุภาษิตว่า ไม่พอ ใจจน เป็นคนเข็ญ พอแล้วเป็น คนมี มหาศาล จนทั้งนอก จนทั้งใน ไม่ได้การ จงคิดอ่าน แก้จน เป็นคนพอ ถ้า คนจน คือคนที่ไม่มีทรัพยากรต้องดิ้นรนแสวงหา ทำงานอาบเหงื่อแต่เช้ายันค่ำ แล้วเศรษฐีที่ต้องทำงานหาเงินจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว จะต่างอะไรกัน ในทางตรงข้ามคนที่มีทรัพยากรน้อย แต่สามารถขัดเกลาความโลภของตนได้ พอใจกับสิ่งที่ได้ที่มี กลับเป็นคนที่รวยความสุขทางใจมากกว่า คนที่มีร้อยล้าน พันล้าน ถ้าไม่พอเสียอย่างเดียว ก็เป็นคนจนที่ใจ จนจริงคือไม่มียังแก้ได้ด้วยการทำงาน แต่จนใจเพราะไม่พอนั้น ลำบากกว่าจนจริงยิ่งนัก ดัง นั้นเครื่องชี้วัดความมั่งคั่งในทางพุทธเศรษฐศาสตร์จึงได้แก่ความพอ ซึ่งเป็นตัวแปรผกผันกับความโลภ โลภมาก คือไม่พอ เท่ากับจนมาก โลภน้อย คือพอ เท่ากับรวยมาก และการจะเป็นคนรวยได้ก็ด้วยการขัดเกลากิเลสของตนเองออกให้มากที่สุดด้วยการ ดำเนินตามแนวทาง ทาน ศีล สมาธิ และปัญญา ตามที่พระบรมครูอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางหลักไว้ให้เราเมื่อกว่า ๒๕๐๐ ปีก่อน อ่านจบแล้วก็มาเริ่มแก้จนกันได้เลยครับ เริ่มด้วยทานคือการให้ก่อนเลย ประกาศรับบริจาคของที่คุณ ๆ ทั้งหลายไม่ใช้แล้วเพื่อร่วมบริจาคกับ บินเดี่ยว โซไซตี้ ไปช่วยเหลือชาวเขาที่แม่ฮ่องสอนกันประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า ถ้าอยู่ใกล้ย่านท่าพระโปรดติดต่อเจ้าของบล็อกบินเดี่ยว แต่ถ้าอยู่ใกล้อยุธยา มาบริจาคได้ที่สำนักงานวัดใหญ่ชัยมงคล โทร 0 3524 2640 ต่อ 32 โทรสาร ต่อ 20 ถ้าไม่ไกลมาก และมีของปริมาณพอสมควรจะให้ไปรับถึงที่ก็ย่อมได้ครับ ดูรายละเอียดได้ที่ http://mahaoath.com อนุโมทนาล่วงหน้า บุญรักษาครับ
![]() Happy Birth Day My First Blog พรุ่งนี้แล้วซินะ ที่สเปซนี้จะอายุเต็ม ๑ ขวบ เป็นพื้นที่แห่งความทรงจำจริง แม้ว่าจะห่าง ๆ ไป แต่ก็ไม่ทิ้งกันหรอก ง้อแฟนเรื่องเล็กได้รับเมลมาถามเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับการถูกตามจองล้างจองผลาญจากเจ้ากรรมนายเวร และการทำบุญอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร เพื่อให้อโหสิต่อกัน เลยรีบลัดคิวมาตอบ ในคำถามมีคำที่น่าสนใจอยู่หลาย ๆ คำ ที่ต้องทำความเข้าใจกันก่อน คือ เจ้ากรรมนายเวร, ทำบุญ, อุทิศ, และ อโหสิ เจ้ากรรมนายเวร เป็นอย่างไร ? ในความหมายของผู้ถาม คงหมายถึง ใครสักคนที่เราเคยทำกรรมไม่ดีกับเขาไว้ แล้วเขาผูกใจเจ็บ อาฆาต เบียดเบียน ให้เราได้รับความทุกข์กาย ทุกข์ใจ ซึ่งก็มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก หลาย ๆ เรื่อง เช่นเรื่องของเมียหลวง กับเมียน้อย ที่จองเวรจองกรรมกันหลายชาติ ผลัดกันฆ่าลูกของอีกฝ่าย จนได้พบพระพุทธเจ้า ได้ฟังพระธรรมเทศนา จึงเลิกแล้วต่อกัน อ่านต่อที่นี่ ในเมื่อเป็นอย่างนี้แสดงว่า เหตุเกิดเพราะเราเคยทำไม่ดีกับเธอไว้ก่อน ให้ตั้งไว้ในใจก่อนเลยว่า เป็นเพราะเรานั่นเอง เพื่ออย่างน้อยการผูกเวร จองเวร จะได้ไม่ผูกใจเจ็บต่อกันไปอีก ให้จบเสียในภพชาตินี้ นอกจากนี้ยังมีเจ้ากรรมนายเวรอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ต้องมีการผูกใจเจ็บ ได้แก่ กรรมของเราเอง ที่ได้มีเจตนากระทำลงไป เป็นเจ้ากรรมนายเวรตัวฉกาจ เพราะไม่มีการผูกเวร จองเวร อาฆาต แต่อย่างไร เป็นเรื่องของธรรมชาติ เรื่องของกฎแห่งกรรม ที่ทำกรรมย่อมได้รับผลของกรรม ตัวอย่างเช่นเรื่องของพระมหาโมคคัลานะ ท่าน Dhammasaro ได้เขียนไว้อย่างละเอียดแล้วใน ผู้สร้างมีจริงหรือ เป็นต้ัวอย่างที่ดีว่า พ่อแม่ท่านในชาติก่อน ไม่ได้ผูกเวร จองเวรไว้ แต่เวรกรรม ก็ยังตามสนองท่าน แม้จะหมดกิเลสบรรลุอรหัตตผลแล้วก็ตาม ดังนั้นถ้าแบ่งเจ้ากรรมนายเวรเป็น ๒ อย่างแล้ว การทำบุญอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรจะมีผลอย่างไรบ้าง ? ในกรณีที่เจ้ากรรมนายเวร เป็นผู้ที่ผูกใจเจ็บ ต้องมาวัดกันละครับว่า เธอจะยอมรับ คือยอมอนุโมทนาหรือไม่ ถ้าเธอไม่ยอมรับ การจองเวรก็ยังมีอยู่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าบุญที่ทำจะเสียเปล่าครับ จำกฎแห่งกรรมได้ไหม ใครทำกรรม ต้องรับผลของกรรม ไม่จำกัดเฉพาะฝ่ายกรรมชั่วเท่านั้น แม้ฝ่ายกรรมดีก็เหมือนกัน และอีกอย่างเจ้ากรรมนายเวร เจอกับบุญที่อุทิศไปให้บ่อย ๆ สักวันคงใจอ่อน เหมือนตามตื๊อจีบหนุ่ม จีบสาว หรือ ตามง้อแฟน นั่นแหละครับ น้ำหยดลงหิน ทุกวันหินมันยังกร่อน ( แต่หัวใจอ่อน ๆ ของเธอทำด้วยอะไร - ใครเกิดทันเพลงนี้บ้าง ? ) ง้อไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ใจอ่อนเอง ของอย่างนี้ต้องใช้เวลาครับ ไม่รู้ว่าเราไปทำอะไรให้เธอโกรธ เรื่องเล็ก หรือเรื่องใหญ่ก็ไม่รู้ อยู่ ๆ ก็งอนตุ๊บป่อง อาศัยความเพียรกันหน่อยนะครับ ทำบุญให้ครั้ง สองครั้ง ยังไม่หาย ก็ต้องทำอีก ทำเพิ่มไปเรื่อย ๆจนกว่าเธอจะใจอ่อน ถ้ากรณีไม่มีบุคคลผู้จองเวร แสดงว่าเป็นเรื่องกรรมล้วน ๆ อย่างนี้ แก้ไม่ได้ แต่ว่าบรรเทาได้ครับ ลองเปรียบเทียบว่า กรรมชั่ว คือเกลือที่เค็มที่สุดในจักรวาล ทานเข้าไปแล้ว แทบจะไตวายในทันที เปรียบกรรมดี เป็นน้ำใสสะอาดเย็นชื่นใจ แล้วเราทำกรรมชั่วไว้ เท่ากับเกลือ ๑ ช้อน ทำกรรมดีไว้ เท่ากับน้ำ ๑ แก้ว เอาเกลือ ๑ ช้อน ใส่ในน้ำ ๑ แก้ว แล้วดื่มเข้าไป อะไรจะเกิดขึ้น ตอบได้เลยว่าเค็มปิ๊ดปี๋ ถ้าเกลือเท่าเดิม คือไม่ทำความชั่วเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มน้ำเข้าไป ด้วยการทำความดี หรือบุญเพิ่มขึ้น ความเข้มข้นของน้ำเกลือลดลง ก็เค็มน้อยลง ถ้าทำความดีมากกก เท่ากับน้ำ ๑ ตุ่ม ถามว่าเกลือยังมีอยู่ไหม ? ยังมี เค็มไหม ? เค็ม แต่เค็มน้อยลง อธิบายอย่างนี้พอให้เห็นภาพนะครับ ว่ากรรมไม่ใช่เรื่องของคณิตศาสตร์ ที่ -๑ รวมกับ ๑ ได้ ๐ กรรมดี กรรมชั่ว หักล้างกันไม่ได้ หรือจะให้ชัดเจนอีกนิด เปลี่ยนจาก กรรมชั่วเป็นเกลือ มาเป็นพริกขี้หนู แล้วกรรมดี เป็นข้าวสวย พริกขี้หนู ๑ เม็ด อยู่ในข้าว ๑ คำ กินข้าวคำนั้นเผ็ดทันที พริก ๑ เม็ด อยู่ในข้าว ๑ จาน กินข้าวหลาย ๆ คำ กว่าจะเจอพริก พริก ๑ เม็ด อยู่ในข้าว ๑ หม้อ อยู่ในข้าว ๑ กระทะใบบัว เพิ่มข้าวเข้าไปโอกาสที่จะเจอพริก ก็น้อยลง เพิ่มมากเข้า มากเข้า จนผู้กิน ( คืออัตตา หรือความถือว่าเป็นตัวเป็นตน ) ตายไปซะก่อน ( คือบรรลุอรหัตตผล ) ก่อนที่จะเจอพริก ก็สบาย อย่างท่านพระมหาโมคคัลลานะ โดนทำร้ายขณะที่ท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ไม่ทุกข์ร้อน ไม่เผ็ดแล้ว แม้ความรู้สึกมีอยู่ แต่ไม่มีผู้รู้สึกแล้ว เป็นเพียงสักแต่ว่าเจ็บ สักแต่ว่าเผ็ดเท่านั้นเอง แล้วเราจะทำบุญอย่างไรดี ? เวลาง้อแฟน เราพยายามหาทางทำอะไรที่ดีที่สุดให้เธอ ถูกไหมครับ ง้อเจ้ากรรมนายเวรก็เหมือนกัน ในบุญ ๓ กอง คือ ทานการให้ ศีล และภาวนา หรือ การเจริญสมาธิ และปัญญา การภาวนาเป็นบุญมหาศาล ที่ดีที่สุด น่าจะเหมาะสำหรับการง้อเจ้ากรรมนายเวร อ๊ะ อ๊ะ อย่าใจร้อนข้าม ทาน และศีล ไปนะครับ ทาน ศีล เป็นพื้นฐาน ที่ทำให้การทำสมาธิ และเจริญปัญญา ทำได้ดี ง่าย สะดวก เห็นผล เริ่มจากรู้จักสละแบ่งปันให้กับผู้อื่น ( ไม่จำเป็นต้องเป็นพระ ) เพื่อลดความตระหนี่ของเราก่อน รักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย ไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น จากนั้น มาทำสมาธิกันอย่างง่าย ๆ ไม่ต้องมีอุปกรณ์ แต่ได้ผลดี คือการรู้ลมหายใจเรานี่เอง ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ที่เราหายใจ เมื่อใดว่างจากการที่ต้องใช้ความคิดในการเรียน การทำงาน ก็หันมาเกาะอยู่กับลมหายใจเราไปเรื่อย ๆ จนชิน จนชำนาญ แล้วค่อยทำอย่างอื่นต่อไป ( ยังไม่บอกครับ ไปเป็นขั้น ๆ ดีกว่า ) ทำอย่างนี้ทุกวัน ทุกวัน ทำให้ครบ ทาน ศีล ภาวนา อย่าให้ขาด เราก็มีบุญเตรียมเอาไปง้อเจ้ากรรมนายเวรแล้วครับ ส่งให้เจ้ากรรมนายเวรอย่างไร ? ส่งของไปง้อแฟน มีหลายทางเลือกครับ ให้เองกับมือ ฝากเพื่อนไปให้ ส่งไปรษณีย์ สารพัดวิธี แต่การส่งบุญนั้น ใช้วิธีกรวดน้ำ หรือ ตรวจน้ำ แล้วแต่ถนัดเรียก ค่อย ๆ รินน้ำเป็นสาย อย่าให้ขาด พร้อมทั้งอธิษฐาน "ขอให้บุญของเรานี้ จงมีแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายจงอนุโมทนา และงดโทษภัยที่มีแก่กันและกัน อย่าได้มีเวรภัยต่อกันอีกต่อไปเลย" ระวังอย่างให้น้ำขาดสาย เป็นอุบายเพื่อน้อมจิตให้เกิดสมาธิในขณะนั้น ๆ เสริมแรงเข้าไปอีก ถ้าเจ้ากรรมนายเวรยอมคืนดีก็สบายไปครับ แต่ถ้าไม่ยอมก็ต้องรับกรรมกันต่อไปจนกว่ากรรมนั้นจะเป็นอโหสิกรรม หลาย ๆ คนเข้าใจว่าคำว่า อโหสิ แปลว่า ยกโทษให้ จริง ๆ อโหสิ แปลว่า ได้เป็นแล้ว อโหสิกรรม หมายถึง กรรมที่ส่งผลไปแล้วเรียบร้อย ไม่มีผลใด ๆ อีก ดังนั้น กรรมทุก ๆ อย่างไม่ว่าดี หรือ ชั่ว เมื่อถึงเวลาที่ส่งผลหมดสิ้นแล้ว ก็จะกลายเป็นอโหสิกรรม โดยอัตตโนมัติ ไม่ต้องไปขอจากใคร ๆ ครับ ถ้าในความหมายของการขอให้เขายกโทษ ควรใช้คำว่าขอขมามากกว่า แต่อย่างไรก็ดี เรียกว่าขออโหสิก็ไม่ผิด เพราะถือว่าเป็นไปตามความนิยม และเป็นที่เข้าใจโดยทั่วกัน เท่านี้ก่อนนะครับ ขอให้ง้อสำเร็จ คืนดีกันไว ๆ บุญรักษาครับ ปาณาติปาตาฯ กับ การชุมนุมทางการเมืองกลับจากบิณฑบาตคุยกับคนงานวัด บอกว่ามีการปะทะกันระหว่างเหลือง กับแดง และมีการเสียชีวิตด้วย มีโอกาสจึงได้ตรวจสอบข่าวในเนท ปรากฏว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ทำให้เกิดความสลดสังเวช และหวาดเสียวหวาดสะดุ้ง กลัวเหตุการณ์จะบานปลาย ตุลา ๑๖ ยังไม่เกิด ปี ๑๙ อายุ ๒ ขวบ แต่ว่าทันเหตุการณ์ปี ๓๕ ขณะนั้นเรียนมหาวิทยาลัยปี ๑ ยังจำได้ และไม่ต้องการให้มีการเสียเลือดเสียเนื่อคนไทยด้วยกันอีกเลย แม้แต่คนเดียว เหตุการณ์ที่ผ่านมานั้นเบาใจอยู่อย่างว่าดูจากท่าทีของทหาร ตำรวจ และรัฐบาลแล้ว ไม่น่าจะมีความรุ่นแรง จนกระทั่งได้ทราบข่าวเมื่อเช้า ความเบาใจหายไป กลายเป็นความห่วงกังวล อยากจะบอกทุกฝ่ายว่า พอซะทีเถิด ได้ระบายหน่อยค่อยยังชั่ว มาเข้าเรื่องธรรมะกันดีกว่า ปรารภถึงการฆ่ากันเมื่อคืน หลาย ๆ คนทราบแล้วว่า ฆ่าสัตว์ เป็นบาป ผิดศีลข้อแรก ปาณาติปาตา ฯ ดังนั้นโอกาสนี้ขอนำเรื่องปาณาติปาตา ฯ มาขยายให้รับทราบโดยทั่วกัน ปาณาติปาตา เวรมณี สิกขาปทัง สมาทิยามิ แปลว่า ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบทคือเจตนาเว้นจากการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง แปลไทยเป็นไทยอีกทีว่า ข้าพเจ้าตั้งใจไม่ฆ่าสัตว์ การฆ่าสัตว์นั้น มีองค์ประกอบด้วยกัน ๕ ประการ คือ สัตว์นั้นมีชีวิต รู้อยู่ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต มีจิตคิดจะฆ่าสัตว์นั้น มีความพยายามที่จะฆ่าสัตว์นั้น และสุดท้ายสัตว์นั้นตายเพราะความพยายามนั้น ถ้าครบทั้ง ๕ ประการจัดเป็นการฆ่าสัตว์ในศีลข้อ ๑ ผู้ที่รักษาศีลข้อที่ ๑ นี้ นอกจากเว้นจากการฆ่าสัตว์แล้ว ถ้าต้องการให้ศีลสมบูรณ์แบบ ไม่ด่าง ไม่พร้อย ไม่เศร้าหมอง ยังต้องเว้นจาก ฉายาปาณาติบาต ด้วย ถ้าเว้นจากการฆ่าอย่างเดียว แต่กระทำฉายาปาณาติบาต ศีลยังไม่ขาดแต่้ว่าด่างพร้อย เปรียบเสมือนกับ ผ้า ที่ไม่ขาดแต่สกปรก ฉายาปาณาติบาต คืออะไร คือกรรม ๒ ประการได้แก่ การทำร้ายร่างกาย ทำให้ร่างกายของสัตว์เจ็บปวด พิกลพิการ ๑ และ การทรมาน อันประกอบด้วย การใช้งานสัตว์เกินกำลัง การกักขังในที่แคบจนเปลี่ยนอิริยาบถไม่ได้ การนำสัตว์ไปโดยวิธีทรมาน เช่น ลากไป และการผจญสัตว์ เช่น กัดปลา ตีไก่ ชนวัว เหล่านี้อีก ๑ การฆ่าสัตว์ทุกชนิด ทำให้ศีลขาดเท่ากันหมด ไม่ว่า ฆ่ามนุษย์ หรือฆ่ายุง แต่ว่า บาปกรรมไม่เท่ากัน กำหนดบาปกรรมได้ด้วย การกำหนดวัตถุ ดัวยเจตนา และด้วยประโยค กำหนดด้วยวัตถุ คือสัตว์ที่ถูกฆ่า สัตว์อย่างเดียวกันเช่น ฆ่ามนุษย์ บาปกำหนดด้วยคุณ เช่น ฆ่าบิดา มารดา มีบาปมากกว่าฆ่าบุคคลอื่น ฆ่าพระบาปกว่าฆ่าเณร อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเป็นสัตว์ต่างอย่างกัน กำหนดด้วยคุณ หรือ ด้วยขนาดก็ได้ เช่น ฆ่าวัวบาปกว่าฆ่ายุง กำหนดด้วยเจตนา คือความตั้งใจฆ่า ว่ากันดัวยโทสะ โทสะมาก โทษมาก โทสะนัอย โทษน้อย กำหนดด้วยประโยค คือวัดที่ความพยายาม พยายามมาก โทษมาก อย่างเช่นการวางแผนลอบสังหารผู้นำประเทศ ถ้าทำสำเร็จ ย่อมมีบาปมากกว่า การฆ่าคนธรรมดา เพราะต้องมีการเตรียมการ มีการวางแผน มีความพยายามมากกว่า โทษของปาณาติบาต อย่างหนักทำให้ไปเกิดในอบาย คือ นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน อย่างเบาทำให้อายุสั้นเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ การฆ่ากันตายในการปะทะกันของผู้ชุมนุมทั้ง ๒ ฝ่าย ดูยังไงก็เป็นปาณาติบาตแน่ ๆ และเข้าข่ายอย่างโทษหนักซะด้วย เพราะ สัคว์ที่ถูกฆ่าเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ที่มีคุณมาก ขณะฆ่าก็มีโทสะมาก และพยายามมากด้วย ครบทั้ง ๓ อย่าง ๓ ประการ เพราะฉะนั้นคงไม่ต้องให้บอกว่าตายแล้วไปไหน เดาได้ไม่ยาก ส่วนที่ทำร้ายกัน ไม่ถึงตาย ยังจัดเป็นฉายาปาณาติบาต มีผลในทางร้ายอีกเช่นกัน ถ้าจะอ้างว่าไม่ได้เจตนา ประมาท บันดาลโทสะ ฯลฯ อ้างได้ครับ แต่อ้างได้เฉพาะกับศาลคดีโลกเท่านั้น ท่านอาจจะปราณี แต่กับศาลกรรม ศาลทางธรรมแล้วละก็ ไม่มีอุทธรณ์ ไม่มีฎีกา ไม่มีคุ้มครองฉุกเฉิน ดีก็ว่าดี ชั่วก็ว่าชั่ว พระเตือนแล้วนะครับ จะทำอย่างไรไปเลือกเอาเอง บุญรักษาครับ ========= เขียนไว้ที่ exteen แล้วนำมาไว้ที่นี่ด้วย ยังไงก็คงไม่ทิ้ง space ไว้ให้ร้างหรอกครับ ^_^ เทวดา, แก่, spam, นิพพานเข้าไปดู blog บินเดี่ยว : การผจญภัยในผ้าเหลือง ของท่าน Dhammasarokikku แล้วบังเอิญไปเจอกับ spam โกร๊ทฮอร์โมน นัยว่าเป็นโฆษณาขายยากันแก่ ยาแก้แก่ ก็ให้นึกสลดสังเวชใจว่า คนเรานี่หนา ช่างสรรหาอะไรที่มันเป็นไปไม่ได้เสียจริง ๆ เรื่องแก่ เรื่องตายนั้น ถ้าลองได้เกิดแล้วละก็ต้องแก่ ต้องตายแน่ ๆ ไม่มีทางที่จะหนีพ้นได้เลย ไม่แต่เฉพาะคนเราเ่ท่านั้นที่แก่ แม้แต่เทวดาก็แก่ได้เหมือนกัน เรื่องนี้มีปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ใน คัมภีร์ธรรมบท ขุททกนิกาย สุขวรรค ว่า คราวนั้นพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราท่านประทับอยู่ ณ บ้านเวฬุวคาม ทรงอาพาธด้วยโรคลงพระโลหิต ( ถ่ายเป็นเลือด ) ท้าวสักกะ หรือพระอินทร์ ผู้เป็นเทวราชาปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ทรงทราบ จึงได้เสด็จลงมาปรนนิบัติพระศาสดาด้วยการนวดพระบาท และนำภาชนะรองรับพระบังคนหนัก ( กระโถนถ่าย ) ทูนศีรษะออกจากห้องประทับเพื่อเททิ้งและทำความสะอาดโดยไม่ทรงแสดงความ รังเกียจแม้แต่น้อย ภิกษุทั้งหลายพากันชื่นชมท้าวสักกะเป็นอย่างมาก พระศาสดาทรงทราบความจึงทรงไขข้อสงสัยของภิกษุทั้งหลายว่า "ภิกษุทั้งหลาย ข้อซึ่งท้าวสักกเทวราชทำสิเนหาในเรานั้น ไม่น่าอัศจรรย์ เพราะท้าวสักกเทวราชนี้ฟังธรรมเทศนาแล้วเป็นโสดาบัน ละความเป็นท้าวสักกะชรา ถึงความเป็นท้าวสักกะหนุ่ม เหตุอาศัยเรา; ไม่เที่ยง ( อนิจจัง ) มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรเปลี่ยนไป และดับสลายในที่สุด กฎ ๓ ข้อ ที่เรียกว่าไตรลักษณ์ นี้มีเสมอกันหมด ไม่ว่า สัตว์นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา มาร พรหม ฉะนั้นอย่าไปกลัวแก่กันนะครับ ธรรมดา มันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ว่าฮอร์โมน หรือยาอะไรก็ห้ามแก่ไม่ได้หรอกครับอย่าไปสนใจเลย แต่ถ้ายังไม่อยากแก่ ไม่อยากตายอยู่ละก็ มีวิธีเดียวเท่านั้นครับ คือ ต้องไม่เกิด เพราะถ้าไม่เกิด ก็แน่นอนว่าไม่แก่ ไม่ตายแน่ ๆ ส่วนวิธีการทำให้ไม่เกิดนั้นมีอยู่ในพระพุทธศาสนาแล้ว ถ้าสนใจก็บอกมานะครับ ถ้าเขาเม้นท์มา แต่ไม่ถูกใจ คุณจะทำอย่างไร?คำถาม : "เราว่าเราเขียน entry อย่างดิบดีแล้วนะ มาเม้นท์กันแย่ ๆ อย่างนี้ได้อย่างไร" ถ้าคุณตกอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ คุณจะทำอย่างไร ? ( เลือกข้อที่ถูกใจที่สุด ๑ ข้อ )
ก่อนตอบคำุถาม มาอ่านอะไรกันก่อนซักหน่อยนะครับ เป็นธรรมดาเหลือเกินที่ระบบการสื่อสาร ๒ ทาง ของ blog ซึ่งมีการเปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้ แสดงความเห็นของตน จะนำมาซึ่งความร้าวฉานในกรณีที่ความเห็นไม่ตรงกันเกิดขึ้น เราตั้งใจเขียนซะอย่างดิบดี แต่คนอื่นอาจว่าไม่ดี หรือมีมุมมองที่ต่างกัน หรือบางทีก็แสดงความเห็นมาไม่ตรงกับเนื้อเรื่องเลยก็มี ถามอะไรก็ไม่รู้ วุ่นวาย ไร้สาระ หรืออีกอย่างก็พวก spam ทั้งหลายประมาณ ลดความอ้วนเห็นผลใน ๗ วัน ทำงานผ่านเนท ไม่ต้องทำิอะไรก็รวยได้ ฯลฯ ความเห็นต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เรารำคาญใจน่าดู ที่เรารำคาญเพราะเรายังละกิเลสไม่ได้ เลยเกิดความเศร้าหมองขึ้นในจิตของเรา โลภ อยากได้ความเห็นดี ๆ ถูกใจ พอไม่ได้ ก็โกรธ ไม่พอใจ มีความหลงคิดว่า "เรา" กำลังถูกประทุษร้ายด้วยความเห็นของเขา ถ้าละตัวโลภ ตัวโกรธ ตัวหลงได้ ทุกอย่างก็จบ เหมือนจะง่าย แต่ก็ไม่ธรรมดา เอาเป็นว่าปุถุชนอย่างเรา ๆ ยังละกิเลสได้ยาก คงต้องค่อย ๆ หัด ค่อย ๆ ขัดเกลากันไป ส่วนเรื่องเฉพาะหน้านั้นเราต้องจัดการด้วยธรรมง่าย ๆ ๔ ขั้นตอน ๑ เริ่มแรกต้องปลุก ขันติ ความอดทน ก่อน ขันติ นั้นพระท่านสอนว่าเป็นธรรมที่ทำให้งาม คนที่ไม่มีขันติ ความอดทน ทำอะไรก็ดูไม่งาม ไม่เข้าท่า น่าเกลียด ลองนึกถึง สาวสวย หรือ หนุ่มหล่อ ที่ตรงสเปคเราที่สุด ถ้าเขาหรือเธอ ตกอยู่ในสถานการณ์เช่น ถ้าเป็นดารา แล้วมีแฟน ๆ มารุมขอลายเซ็นมาก ๆ อดทนไม่ได้ ขาดขันติ แสดงความโกรธออกมา หน้าแดง หูแดง ตาโปน แยกเขี้ยว กระทืบเท้า พร้อมกับพ่นคำหยาบคายออกมา อย่างนี้แล้ว เขาหรือเธอคนนั้นจะงามไหม เช่นเดียวกัน ถ้าอ่านความเห็นแล้วทนไม่ได้ โต้ตอบทันควัน ด้วยอำนาจโทสะ ความโกรธละก็ เราก็จะกลายเป็นคนที่น่าเกลียด ไม่งาม ดูไม่ได้ ไม่น่าคบ ไปทันที ดังนั้นอย่างแรกที่ควรทำคืออดทน ๒ สร้างสติ ความระลึกได้ จริง ๆ สติน่าจะมาเป็นอย่างแรกที่สุด เพราะถ้าไม่มีสติ เตือนว่าต้องขันตินะ คงจะหลุดด่าสวนไปแล้ว แต่ว่าที่จัดให้สติมาเป็นอันดับสอง เพราะว่าสติในที่นี้หมายถึงให้หวนระลึกดูว่า เอ เราเขียนอะไรไม่ดี ไม่ถูก เขาถึงแสดงความเห็นอย่างนี้ ให้ทบทวนข้อเขียนของเราเองก่อนเลย รวมไปถึงเรื่องเก่า ๆ และความเห็นที่เคยโต้ตอบกันมาก่อนหน้านี้ด้วย ว่ามีอะไรที่ผิดใจกันหรือเปล่า ใครเป็นคนเริ่มขาดขันติก่อน ถ้าเจอสาเหตุว่า อ้อ เรานี่เอง เคยไปแสดงความเห็นว่าเขาไว้ก่อน หรือเขียนบทความกระทบเขาไว้ ก็เป็นอันจบกันเราผิดเองที่ไปเริ่มก่อน จะว่าก็ต้องว่าตัวเอง ถ้าเขาเป็นคนเริ่มต้อง ๓ เจริญพรหมวิหาร ๔ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา พรหมวิหาร ๔ เป็นคุณธรรมของผู้ที่มีความเป็น "ผู้ใหญ่" ถึงเราจะอายุเ่ท่าไรก็ตาม ถ้ามีพรหมวิหารมากก็มีความเป็นผู้ใหญ่มาก ผู้่มีอายุมากบางคนขาดพรหมวิหารก็ไม่เป็นผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ต้องประกอบด้วย เมตตา มีความคิดอยากให้ผู้อื่นมีความสุข กรุณา อยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ มุทิตา ยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี อุเบกขา วางเฉยในเมื่อผู้อื่นต้องรับผลกรรมที่ก่อขึ้น ในกรณีนี้ เราเจริญเมตตา กับกรุณาเป็นหลัก คือ คิดว่าเขามีัความสุข ไม่มีความทุกข์ได้ เพราะการแสดงความเห็นอย่างนี้ อย่างนี้ ก็ขอให้เขามีความสุข พ้นจากความทุกข์เถิด ถ้าต่อไปในภายภาคหน้า blog ของเขาได้ hot post ก็ยินดีด้วยที่เขาประสบความสำเร็จ แต่ถ้าเขาถูกคนอื่นรุมด่า เพราะเที่ยวเพ่นพ่านแสดงความเห็นแย่ ๆ ก็อุเบกขา อย่าไปซ้ำ อย่าไปสมน้ำหน้าเขา เ่ท่านี้ยังไม่พอเจริญพรหมวิหารแล้ว ยังต้อง ๔ สมาทานศีลข้อที่ ๔ มุสาวาทา เวระมณี สิกขาปะทัง สมาทิยามิ ศีลข้อนี้เรื่องของการสื่อสารกันโดยเฉพาะครับ ไม่ได้ให้เว้นแต่การพูดปดอย่างเดียว เว้นการพูดส่อเสียดให้แตกสามัคคี เว้นการพูดหยาบ และเว้นการพูดเพ้อเจ้อไร้สาระด้วย บางท่านอาจนึกในใจว่าไม่ได้พูดสักหน่อย พิมพ์เอาทั้งหมดเลย พิมพ์ เขียน ชี้นิ้ว พยักหน้า ฯลฯ จัดว่าเป็นการพูดทั้งหมดครับ แล้วแต่ว่าออกมาทางไหน ออกมาทางวจีทวาร ก็มาเป็นเสียง ออกมาทางกายทวาร ก็มาเป็นอย่างอื่น เพียงแต่ให้เป็นการสื่อสารให้ผู้อื่นรู้เรื่องก็จัดเป็นการพูด ( วจีกรรม ) แล้วละครับ การสมาทานศีลไม่จำเป็นต้องไปหาพระนะครับ นึกเอาเองเลยว่าเราจะงดการพูดชั่วทั้ง ๔ อย่าง ยิ่งเหตุการณ์เฉพาะหน้าอย่างนี้ด้วย ท่านเรียกว่า สัมปัตตะวิรัติ ได้กุศลดีนะครับ เหมือนนายพรานเข้าป่าล่าสัตว์ เจอสัตว์เข้าแล้วเกิดคิดได้ไม่ฆ่าดีกว่าสงสาร หรือ กลัวบาป สมาทานศีลแล้วให้รักษาด้วยนะ ไม่ใช่ว่าสมาทานปุ๊ป ผิดปั๊ปเลย ข้อนี้ให้เน้นเรื่องการเว้นจากการพูดหยาบคายเป็นหลัก การพูดหยาบคายไม่จำเป็นต้องเป็นคำหยาบเสมอไป บางคนใช้แต่คำสวย ๆ หรู ๆ แต่ฟังแล้วบาดหูจี๊ด ๆ ประมาณมีดโกนอาบน้ำผึ้ง จัดเป็นการพูดหยาบคายประเภทหนึ่งเหมือนกัน อย่างนี้ก็เว้นซะด้วยครับ ถ้าทำตามขั้นตอน ๔ อย่างนี้แล้วจะเป็นผลดีอย่างไร ? ผลดีเกิดกับหลายฝ่ายครับ ตัวเราเองก็ดูงดงาม มีความสุขจากการได้ทำความดี ใคร ๆ ที่รู้จะชื่นชมว่า เป็น bloggerชั้นดี มีคุณภาพ มีคุณธรรม อยากคบหาสมาคมด้วย สังคม blog ก็จะสดใส ไม่มัวหมอง เป็นสังคมที่อยู่กันอย่างมีความสุข ปราศจากความขัดแย้ง และที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ เราเองได้ปฏิบัติฝึกหัดขัดเกลาเจ้ากิเลส ๓ กอง คือ โลภ โกรธ หลง ออกไปบ้างแล้วละครับ ขัดออก เกลาออก บ่อย ๆ มันก็หมด ถ้ามันหมดเมื่อไรก็คือนิพพาน ไม่ต้องทุกข์อีกต่อไป ( โอ้ !! ปฏิบัติธรรมใน blog ก็ได้ แจ๋วจริง ๆ ) แต่ถ้าทำตามแล้วยังไม่หายโมโหละก็แนะนำว่า ค่อย ๆ ลากเมาส์ไปที่ Delete แล้วบรรจงคลิ๊กด้วยความสะใจ อย่างนี้ดีที่สุด หรือว่าไงครับ ? ทีนี้ลองย้อนไปที่คำถามคุณจะตอบว่าอะไร ?
บุญรักษาครับ
------------------------------- บทความนี้เขียนขึ้นเืพื่อลงใน blog ที่ http://dhamweb.exteen.com อย่างที่ทราบกันดีว่า blog เป็นที่ให้ผู้ใช้ได้เขียนบทความของตัวเอง เรียกว่า entry แล้วเมื่อผู้อื่นมาอ่านก็จะสามารถ แสดงความเห็น ( comment - ment - เม้ัน - เม้นท์ ) ได้ ซึ่งบางครั้งบางคราวอาจไม่ถูกใจกัน เกิดเป็นสงครามวาทะย่อย ๆ ได้ หยิบยกเอาเรื่องนี้มาเขียนในแนวทางแนะนำด้วยธรรมะ เพื่อเป็นประโยชน์ยิ่งขึ้น จึงนำมาไว้ที่นี่ และที่อื่น ๆ ด้วย เคล็ดไม่ลับ กับการถวายสังฆทานชั่งใจอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้หรือไม่ เพราะว่าล่อแหลมเหลือเกิน ด้วยความที่มีพระวินัยห้ามพระไม่ให้เอ่ยปากขอ แม้แต่จะบอกเป็นนัย ๆ เท่านั้นก็ไม่เหมาะไม่ควร ยกเว้นกับญาติ หรือกับปวารณา ( ผู้ที่บอกกับพระไว้ล่วงหน้าว่าให้ขอได้ ) บอกตรง ๆ ว่ากลัวอาบัติ กลัวผิดศีล คิดอีกที่ เราไม่ได้บอกให้คนที่อ่านนำมาถวายเรานี่นา แค่ให้เป็นข้อมูลเป็นความรู้ไว้เผื่อจะไปถวายสังฆทานที่ไหน จะได้ไม่ต้องคิดมาก ดังนั้นลุยเลยแล้วกันครับ สังฆทาน คือ อะไร? สังฆทาน มาจากคำว่า สงฺฆ แปลว่า หมู่ คณะ +ทาน แปลว่า ให้ ดังนั้น สังฆทาน คือ การให้แก่หมู่คณะ หมายถึง การถวายปัจจัย ๔ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ หลาย ๆ อย่าง แด่ พระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง หรือ หลาย ๆ รูป โดยไม่เจาะจงผู้รับ ( หากเจาะจงผู้รับเรียกว่า ปาฏิปุคคลิกทาน-บุญน้อยกว่า ) แล้วถังเหลือง ๆ คือ อะไร? คือวัตถุทาน หรือ ของที่นำมาถวาย ดังนั้นอย่าไปยึดติดว่าถวายสังฆทานต้องเป็นถังเหลือง ๆ เท่านั้น นั่นเป็นแค่ package จะใส่กาละมัง ถังเขียว ถังแดง หรือ ถุงก๊อบแก๊บ ก็ยังได้ เชื่อหรือไม่ ด้วยความที่ยังเป็นปุถุชน ยังละกิเลสไม่ได้ วันไหนรับสังฆทานเป็นถังเหลือง ๆ รู้สึกเฉย ๆ แต่ถ้าเห็นโยมหิ้วถุงก๊อบแก๊บมาแล้วใจมันตื่นเต้น อยากรู้อยากเห็นว่าอะไรอยู่ในถุงหนอ และก็ทุกครั้งไปที่ของในถุงจะเป็นของที่ได้ใช้ซะด้วย ถวายได้ทั้งวันหรือไม่? ต้องดูเป็นอย่าง ๆ ไป ครับ หลักการมีอยู่ว่า ๑ อาหารสดที่ต้องฉันในวันนั้น ถวายได้ไม่เกินเที่ยงวัน ๒ อาหารแห้งที่เก็บไว้ได้ หลังเที่ยงแล้วไม่ควรถวายพระโดยตรง ควรฝากผู้อื่นเช่น ถ้ามีโรงครัวของวัด ก็ฝากแม่ครัว พ่อครัว ให้ทำถวายในวันอื่น ๆ หรือฝากลูกศิษย์พระไว้ถวายท่านวันรุ่งขึ้นก็ได้ ๓ เภสัชห้าอย่าง มี น้ำผึ้ง น้ำอ้อย น้ำมัน เนยข้น เนยใส ถวายได้ทั้งวัน ๔ ของใช้อื่น ๆ ถ้าไม่มีกฎเกณฑ์ในพระวินัยกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้ถวายได้ตลอด สังเกตดูดี ๆ ในถังเหลือง จะพบว่ามีของต่าง ๆ ปะปนกันทั้งอาหารสด เช่น เงาะกระป๋อง อาหารแห้ง เช่น ข้าวสาร พระท่านก็จำต้องรับไว้ให้ ยอมเป็นอาบัติ ให้โยมได้ทำบุญ ดีว่าเป็นอาบัติประเำำภทที่แก้ไขได้ง่าย ถ้าแก้ยากคงยุ่งน่าดูครับ จะนำอะไรมาถวายดี? วิธีง่าย ๆ คือ หันมองรอบ ๆ ตัวครับ ว่า ที่บ้านเราใช้อะไรบ้าง พระก็ใช้เหมือน ๆ กันครับ ถ้าให้แบ่งเป็นหมวด ๆ ก็ได้ โดยยึดว่าถวาย "ปัจจัย ๔" จึงแบ่งออกเป็น ๔ หมวด หมวดที่ ๑ คืออะไร? หมวดที่ ๑ ได้แก่ เครื่องนุ่งห่ม บอกกันตรง ๆ ไม่อ้อมค้อมว่า ผ้าไตรจีวรที่ โยมถวายกันมานั้นแม้จะเป็นของดีมาก ๆ ก็ไม่ค่อยได้ใช้ เพราะของที่ใช้อยู่ยังดี ยังใช้ได้อยู่ ส่วนมากถ้าไม่ได้ถวายต่อ ก็เก็บไว้ช่วยงานศพครับ พระในเมืองมีผ้าเยอะครับ ไม่ขาดแคลน นอกเสียจากว่ารับถวายมาพอดีกับที่ผ้าผืนเก่าหมดสภาพแล้วจริง ๆ จึงจะได้ใช้ แต่ยังมีเงื่อนไขอีก เช่น สี ส่วนมากแล้ว แต่ละวัด จะมีระเบียบเรื่องสีจีวรอยู่ อย่างเช่นสีพระราชนิยม ก็ใช้สีพระราชนิยมทั้งวัด สีเหลืองทอง สีกรัก สีกรักน้ำหมาก แล้วแต่ ถ้าโยมถวายผ้าผิดสี ก็ไม่ได้ใช้อยู่ดี ทางที่ดี แอบสังเกตก่อนว่าวัดที่จะนำไปถวายใช้สีอะไร แล้วจัดหามาให้ถูกสีเป็นดีที่สุด ขนาด จีวรมีหลายขนาด เหมือนกันกับเสื้อผ้าที่มี S M L XL จีวรจะวัดขนาดด้วยความสูง ( ด้านกว้าง ) ๑๗๕ ซ.ม. เล็กที่สุด ๑๘๕ ,๑๙๕ ,๒ เมตร และ ๒ เมตร ๑๐ เป็นขนาดใหญ่สุดที่หาได้ ใหญ่กว่าก็มีแต่หายากหน่อย ขนาดที่เหมาะสมคือ ความสูง+๓๐ ซ.ม. ดังนั้น ผ้าขนาด ๑๗๕ จึงเหมาะกับพระ หรือเณรที่สูงไม่เกิน ๑๔๕-๑๕๐ ซ.ม. เท่านั้นเอง แบบ อาจ สงสัยว่า จีวรมีหลายแบบหรือ แบบเดียวครับ ต่างกันที่รายละเอียดบางเจ้าอาจตัดเย็บมาไม่ถูกต้องตามพระวินัยซะทีเดียว ขาดรายละเอียด เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น รังดุม ลูกดุม ที่เห็นว่าถูกต้องมีอยู่ ๒-๓ เจ้า คือ ที่ใกล้ ๆ วัดอโศการาม วัดเศวตฉัตร และอีกเจ้าที่นครสวรรค์ แต่เจ้าอื่น ๆ ที่ไม่รู้จักยังมีอีก เป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ต้องเคร่งครัดมากนักครับ เนื้อผ้า ผ้าที่เหมาะสมกับสภาพอากาศที่หนาวเย็น เช่น เหนือ อิสานตอนบน ควรเป็นผ้าหนา ๆ หน่อย แต่ภาคกลางลงไปอากาศไม่หนาว ควรเป็นผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี บาง ๆ แต่ก็ไม่ใช่บางซะจนห่มทีเดียวขาด ( เคยเห็นมาแล้วครับ ห่มทีเดียวจริง ๆ ขาดคามือเลย ) จากเรื่องผ้า มาถึงสิ่งสำคัญที่ใช้บ่อยกว่าผ้า และจำเป็นมาก ๆ ด้วย คือ ผลิตภัณฑ์ซักผ้า จะเป็นผงซักฟอก หรือ น้ำยาซักผ้า ก็มีประโยชน์ทั้งสิ้น แม้กระทั่งน้ำยาปรับผ้านุ่ม ไม่ได้ใช้เพราะอยากให้ผ้านุ่ม หรือ หอมหรอกครับ แต่ถ้ามีก็ใช้ ผ้าจะได้ไม่เก่าเร็วช่วยถนอมผ้า ถัง หรือ กาละมัง ผ้า จีวรพระขนาดพอ ๆ กับผ้าห่มครับ อย่างผืนที่ใช้อยู่ กว้าง ๒.๑๐ เมตร ยาวประมาณ ๓ เมตร ถังเล็ก ๆ หรือ กาละมังเล็ก ๆ ใส่ไม่ได้หรอกครับ ต้องใบเขื่อง ๆ หน่อย ขนาดถังเหลืองที่ว่าใหญ่สุดในท้องตลาด ก็ยังแค่พอดี ๆ พอใช้ได้เท่านั้นเอง ไม้หนีบผ้า ไม่ค่อยมีใครถวายครับ สมัยเป็นฆารวาสก็นึกไม่ถึงเหมือนกัน รองเท้าแตะ เพราะพระไม่ใช้่รองเท้าหุ้มส้น ต้องเป็นรองเท้าแตะ จะหนีบ หรือจะไขว้ ก็ได้ เลือกสีให้เข้าหน่อย เช่นสีน้ำตาล สีกรัก โดยส่วนตัวแล้วแอบชอบตราช้างดาวครับ ทนดี หมวดนี้คงหมดแค่นี้ครับ หมวดที่ ๒ อาหาร อาหาร เป็นปัจจัยที่สำคัญมาก ไม่มีก็อยู่ไม่ได้ มีมากไป ก็ไม่ดี แกงกะทิ ของมัน ๆ ขนมหวาน ๆ ทำให้สุขภาพไม่ดี โยมยังขวนขวายหาอาหารเพื่อสุขภาพทานกันเองได้ พระทำไม่ได้ ต้องอาศัยอาหารโยมตามมีตามได้ แล้วแุถมธรรมเนียมความเชื่อเรื่องการทำบุญนั้น อาหารหลักที่เจอทุกงานคือ ลาบ อันนี้พอได้ไม่ทำลายสุขภาพเท่าำไร ขนมจีน น้ำยากะทิหรือเปล่า หรือน้ำยาป่า แกงกะทิ นี้เต็ม ๆ ขนมบังคับก็ ทองทั้งหลาย ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง อันนี้เป็นเรื่องของความเชื่อครับ ลาบ พ้องเสียงกับคำว่า ลาภ ขนมทองทั้งหลาย ก็มีคำว่าทอง นัยว่าจะให้มีลาภ มีทองเยอะ ๆ ส่วนขนมจีนนี่ เชื่อว่าอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรที่เป็นเปรต เปรตปากเท่ารูเข็ม กินได้แต่ขนมจีน ลองพิจารณาอาหารที่ส่งเสริมสุขภาพอย่างน้ำพริกกับผักสด หรือผักต้ม สลัด ส้มตำ สุกี้ คือให้มีผักเยอะ ๆ หน่อยครับ อย่างไรก็ดีอาหารเหล่านี้อย่าลืมว่าต้องถวายก่อนเที่ยงนะ เลยเที่ยงแล้วพระไม่รับ เพราะรับไปก็ฉันไม่ได้ เป็นอาบัติ แถมเสียของด้วย อีกอย่างที่อยู่ในหมวดอาหาร ได้แก่ น้ำดื่ม ไม่ต้องพูดถึงน้ำดื่มในถังเหลือง รับรองว่าดื่มไม่ได้เลย เพราะว่าใส่มากับสบู่ ผงซักฟอก กลิ่นมันลงไปอยู่ในน้ำหมดเลยครับ แยกมาต่างหากดีกว่า อย่างอื่นก็น้ำปานะ วัดไหนที่มีลูกศิษย์ชงถวาย ก็ให้ถวายเข้าโรงครัวไปเลยครับ ถ้าไม่มี ก็ุถวายท่านไว้เลยก็ได้ ในหมวดนี้ต้องบวกอุปกรณ์ประกอบการฉันด้วย แก้ว จาน ชาม ช้อน ส้อม ปิ่นโต กาน้ำ ฯลฯ คงมีกันหมดแล้ว แต่จะถวายก็ได้ ท่านมีแล้วไม่ใช้ก็นำไปไว้โรงครัว ที่สำคัญคือ น้ำยาล้างจาน และฟองน้ำล้างจาน เป็นของสิ้นเปลือง และต้องใช้ทุกวันครับ หมวดที่ ๓ ที่อยู่อาศัย คงไม่ได้หมายถึงให้ถวายกุฏินะครับ เพราะนั่นจัดเป็นวิหารทาน นอกประเด็นของเรา แต่เรามาว่ากันเรื่องสิ่งที่ใช้ในที่อยู่อาศัย ที่เห็น ๆ ก็มี อุปกรณ์ทำความสะอาด จำพวก ไม้กวาด ไม้ถูพื้น น้ำยาถูพื้น น้ำยาขัดห้องน้ำ แปรงขัดห้องน้ำ น้ำยาเช็ดกระจก ผ้าขี้ริ้ว ผ้าเช็ดเท้า จิปาถะ ลองหันไปดูรอบ ๆ ตัวก็ได้ ว่าที่บ้านมีอะไรบ้าง แล้วก็จัดมาตามนั้นก็ได้ อุปกรณ์ซ่อมแซม เช่น ตะปู ตะปูเกลียว ค้อน เลื่อย ไขควง ฯลฯ อุปกรณ์ไฟ เช่น หลอดไฟ ไฟฉาย ถ่านไฟฉาย เทียน ไม้ขีด ไฟแช็ก ตามความเหมาะสม อุปกรณ์น้ำ อะไหล่ประปาต่าง ๆ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นของมีประโยชน์ทั้งสิ้นครับ หมวดที่ ๔ ยารักษาโรค คงเป็นยาสามัญประจำบ้านธรรมดา ๆ นี่เอง แต่อยากให้พิจารณาว่า ชนิดที่จัดสำเร็จ มียาอะไรบ้าง ที่วัด ยาเหลือง ยาแดง ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ เต็มตู้ยาประจำวัดไปหมด เวลาเจ้าหน้าที่อนามัยมาทีก็โดนดุทีว่า ยาพวกนี้ในวงการแพทย์เขาเลิกใช้กันแล้ว เหมือนกับว่าร้านค้าที่จัดชุดยาไม่รู้จะขายใคร จึงนำมาจัดใส่กล่อง ให้คนซื้อถวายพระซะงั้น หมวดพิเศษ เพื่อสุขอนามัย เช่น สบู่ อันนี้จำเป็น แชมพู พระก็ใช้บ้างนะครับ แชมพู พระส่วนใหญ่มีกำหนดปลงผมเดือนละ ๑ ครั้ง ช่วงใกล้ ๆ ถึงวันโกน ผมจะยาวประมาณ ๑ นิ้ว คือมีผม ไม่ใช่ไม่มีผมเลย จึงต้องใช้แชมพูบ้างบางครั้ง ยาสีฟัน แปรงสีฟัน กระดาษชำระ ไม้จิ้มฟัน กรรไกรตัดเล้บ กรรไกรตัดขนจมูก มีดโกนหนวด มีดโกนผม พิเศษที่มีดโกนผม ส่วนมากใช้ด้ามยิลเลตต์รุ่นเก่าดูรูปดีกว่า
ใช้คู่กับใบมีดโกนตราขนนกของญี่ปุ่น เพราะว่าใบของยิลเลตต์เองนั้นคมจริง แต่ว่าทื่อเร็ว ปลงผมไม่ทันหมด ดันหมดคมซะก่อน
สรุป นึกออกเท่านี้ครับ จริง ๆ แล้วไม่ยาก จำไว้แค่ว่า โยมใช้อะไรที่บ้าน พระอยู่วัดก็ใช้เหมือน ๆ กัน เท่านี้ การจัดของถวายพระก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไใช่ไหมครับ ของแถม คำอาราธนาศีล ๕
มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
คำถวายสังฆทาน ( สามัญ )
อิมานิ มะยัง ภันเต ภัตตานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุโน
ภันเต ภิกขุสังโฆ
จัดเสร็จแล้ว ไปที่วัดใกล้ ๆ บ้าน เน้น ว่าใกล้ ๆ บ้าน ไม่ต้องเดินทางไกล ไม่ต้องไปวัดดัง ๆ วัดใกล้บ้านดีที่สุด บางคนวัดอยู่หน้าบ้านไม่เคยเข้าเลย ไปแต่วัดไกล ๆ ดัง ๆ พอถึงตอนตาย เข้าไปวัดหน้าบ้าน สมภาร เกิดจำไม่ได้งงว่าคนที่ไหน ไม่ให้เอาศพไว้ที่วัดจะลำบากลูกหลานนะครับ ไปถึงแล้วเข้าไปหาพระรูปไหนก็ได้อย่าเจาะจง ว่าต้องถวายพระรูปไหน ต้องถวายสมภาร หรือต้องเป็นพระแก่ ๆ พระหนุ่ม ๆ ไม่เอา ถ้าำกำหนดอย่างนี้ไม่เป็นสังฆทาน เจอพระรูปไหนก็ให้ถวายท่านเลย ถ้าท่านเป็นพระใหม่ยังรับไม่เป็น ให้พรไม่ได้ ท่านจะบอกเราเองว่าควรไปถวายที่ไหน ก่อนถวายก็จัดการสมาทานศีล ๕ ให้เรียบร้อย ทำใจให้สบาย ๆ ให้จิตใจดีทั้งก่อนถวาย ขณะถวาย แล้วประเภทว่าพอพระบอกให้ยกประเคนได้เกี่ยงกัน เอาซิ เธอถวายซิ ไม่เอานะครับ อย่าเกี่ยงกัน ช่วยกันยกถวายทั้งหมดที่มาเลย ให้ทานด้วยมือตนเอง กับ ให้คนอื่นให้แทนนี้อานิสงส์ต่างกันอยู่มากนะครับ ถวายเสร็จแล้วก็ทำใจให้ดี ให้ขาดจากของที่ถวาย ไม่ต้องสนใจว่าพระจะเอาไปทำอะไร มันเป็นของพระแล้ว ไม่ใช่ของเราแล้ว ให้มีใจดีครบ ๓ เวลา ก่อน ขณะ และหลังถวาย รับรองว่าบุญมหาศาลครับ พรุ่งนี้วันอาทิตย์ เปลี่ยนจากไปดูหนัง ไปเดินห้าง เป็นไปถวายสังฆทานกันดีไหมครับ ? บุญรักษาครับ ๓๐ ส.ค. ๕๑ ๑๖.๑๖ น. โกนผม ห่มเหลือง เปลืองข้าวสุก
จับคาม่านรูดพัทยา-พระนอนกกสีกา.
จับพระปลูกเพิงนอนกับสีกาเอาของบิณฑบาตไปขายต่อ รวบพระธุดงค์เสพกามกับสีกากลางป่า รวบพระ73ปีควงสีกาวัยดึกเปิดโรงแรมกลางอ.ทุ่งสง บุกจับพระ-เณร-สีกา มั่วเซ็กส์-อัพยา คากุฎิ
มีมาเรื่อย ๆ ครับ ข่าวประเภทนี้ แถมขายดิบขายดีเสียด้วย ทำให้เสื่อมเสียวงการผ้าเหลืองกันไปทั้งหมด เข้าตำรา "ปลาเน่าตัวเดียว เหม็นไปทั้งข้อง" ต้องทำใจน่าดูในฐานะที่สีเดียวกัน แต่เมื่อมาย้อนนึกถึงเรื่องราวในพุทธประวัติแล้ว จะเห็นได้ว่า พวกเหลืองโล้น ( ค่อนข้างกระดากถ้าต้องเรียกพวกนี้ว่าพระ ) หรือเรียกสั้น ๆ ว่าพวกโล้น มีมานานมากแล้วครับ มีหลาย ๆ เรื่อง
ที่ชัด ๆคือเรื่องเดียรถีย์ ( นักบวชลัทธิอื่นในสมัยนั้น ) ปลอมบวช คือในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช นั้นศาสนาพุทธรุ่งเรืองมาก ลาภสักการะ ข้าวปลาอาหาร ปัจจัย ๔ มีผู้ถวายมากมาย แต่ลัทธิเดียรถีย์กลับอดอยากปากแห้ง ทำให้เกิดความคิดชั่วร้ายขึ้น ว่าปลอมตัวเป็นพระดีกว่า ว่าแล้วพวกนี้ก็พากันปลอมเป็นพระโดยโกนหัว นุ่งห่มเหลืองกันเองก็มี ผ่านพิธีก็มีรวม ๆ เรียกว่า "ปลอมบวช" เข้ามาแล้วก็แสวงหาลาภสักการะบ้าง แสดงธรรมวินัยผิดเพี้ยน อ้างคำสอนของลัทธิตนเองว่าเป็นพุทธศาสนาบ้าง ทำให้พระแท้ ๆ เกิดความรังเกียจ พวกโล้นพวกนี้ ไม่ยอมทำสังฆกรรมด้วยกันเพราะการทำสังฆกรรมนั้น ท่านอนุญาตให้เฉพาะพระด้วยกันเท่านั้น ที่จะร่วมกันทำได้ ถ้ามีผู้อื่นมาร่วมด้วย ถือว่ากรรมนั้นเสีย หรือ วิบัติ พอถึงวันพระใหญ่ ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำ ที่พระจะต้องประชุมกันฟังสวดพระปาฏิโมกข์ พวกโล้นไม่คิดอะไรมาก เข้าโบสถ์ไปนั่งรอแต้อยู่ แต่ว่าพระท่านรังเกียจ ว่าไม่ใช่พระด้วยกัน ทำให้กรรมเสีย พระท่านจึงไม่ลงทำอุโบสถกรรม ( ชื้อเป็นทางการของการลงฟังสวดพระปาฎิโมกข์ )
เรื่องรู้เข้าถึงหูพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์จึงให้คนไปจัดการให้พระลงทำสังฆกรรมด้วยกัน พระสมัยนั้น รักศีล ยิ่งกว่าชีวิตครับ ทหารบังคับให้ลงโบสถ์ก็ไม่ยอมลงเพราะผิดศีล แม้จะต้องตายก็ไม่ลง ปรากฏว่าพระดี ๆ ถูกประหารไปหลายรูปครับ ส่วนพวกโล้นสบายเลยเพราะว่าไม่ห่วงเรื่องอะไรอยู่แล้ว ใครให้ทำอะไรก็ทำ ของให้ได้ลาภสักการะ ได้ข้าว ได้น้ำ ก็พอ ร้อนถึงพระเจ้าอโศกอีกแล้ว เพราะพระดี ๆ โดนทหารฆ่าไปเยอะ พระองค์ทรงเปลี่ยนวิิธีใหม่ ให้พระเถระชื่อว่าโมคคัลลีบุตรติสสะจัดการแทน โดยการถามปัญหาเรื่องพระธรรม พระวินัย ใครตอบไม่ได้ หรือตอบผิดมาก ๆ ประมาณว่าคนละเรื่องเลย ก็จัดการให้ปลงผ้าเหลืองออก ( ไม่เรียกว่าสึก เพราะไม่ได้เป็นพระ เป็นแค่โล้นห่มเหลือง ) ปรากฎว่าจัดการไปได้ประมาณ ๖๐,๐๐๐ ตัว เอ๊ย คน
หลังจากนั้นได้ทำการสังคายนาพระธรรมวินัยขึ้น นับว่าเป็นครั้งที่ ๓ ของพระพุทธศาสนาของพระสมณโคดม ขณะนั้นพระพุทธเจ้าของเราปรินิพพานแล้ว ๒๓๕ ปี หรือ พ.ศ. ๒๓๕ นั่นเอง สังคายนาเสร็จ ได้มีการส่งพระภิกษุผู้ทรงธรรม ทรงวินัย ออกไปเผยแผ่ในทิศต่าง ๆ ๙ สายด้วยกัน ๑ ในนั้น มาสุวรรณภูมิ หรือปัจจุบันคือประเทศไทยของเรานี่เอง
ผ่านมาสองพันกว่าปี เรื่องอย่างนี้ก็ยังมีอยู่ พวกโล้น ก็ยังมีอยู่ และยังคงนำความเสื่อมเสียมาสู่วงการผ้าเหลืองอย่างสม่ำเสมอ จนหลาย ๆ คนเกิดความเบื่อหน่าย ระอา ระแวง ไปจนถึงขั้นรังเกียจ บุคคลที่โกนผม ห่มผ้าเหลือง ไปเสียหมด เห็นที่ไหนแทบจะเบือนหน้าหนี ไม่ต้องพูดถึงความเคารพนับถือ เพราะว่ารู้สึกว่าพวกนี้เป็นกาฝาก เป็นเหลือบ เป็นไร ในสังคม ไม่ทำอะไรวัน ๆ คอยแต่รับทรัพย์ จนบางคนมีเงินทองมากมาย มีบ้าน มีรถหรู เรียกว่า กินดีอยู่ดีกว่าโยมที่ใส่บาตรเสียอีก ไป ๆ มา ๆนอกจากเสืือมศรัทธาในพระแล้ว ยังพาลเสื่อมศรัทธาความเชื่อ ปสาทะความเลื่อมใส ในพระธรรมวินัย พระศาสนา อีกด้วย
เสื่อมศรัทธาในพระ ไม่เป็นไร อย่าเสื่อมศรัทธาในสิ่งที่ควรศรัทธาก็แล้วกันครับ แล้วเราควรศรัทธา หรือ เชื่ออะไร ? เชื่อในความจริง ๔ ประการครับ แล้วความจริง ๔ ประการคืออะไรบ้าง ? ให้เวลาคิด ๑ นาที.........หมดเวลาครับ
เฉลย ไม่ใช่อริยสัจ ๔ นะครับ อริยสัจจ์ ๔ ไม่ต้องเชื่อก็ได้ แค่สร้างเหตุให้เกิด เดี๋ยวก็ประจักษ์เองครับ แต่เฉลยที่ถูกคือ
๑ เชื่อเรื่องของกรรม เชื่อว่ากรรมมีอยู่จริง ข้อนี้ไ่ม่ยากเท่าไรครับ ก่อนอื่นรู้จักกรรมก่อน
กรรม = การกระทำ+เจตนา
สมการง่าย ๆ แค่นี้ครับ ทำอะไรด้วยเจตนาเรียกว่ากรรมทั้งหมด เช่น ทานข้าวก็เป็นกรรม
๒ เชื่อเรื่องผลของกรรม กรรมทุกอย่างที่กระทำย่อมต้องมีผลตามมา คล้าย ๆ กับฟิสิกส์ ที่ว่า
แรงกิริยา = แรงปฏิกริยา
กรรม = ผลของกรรม
ง่าย ๆ อีกแล้วคือ จากข้อ ๑ ทำกรรม คือ ทานข้าวแล้วเรียบร้อย ผลกรรมที่ตามมาคืออิ่ม
๓ เชื่อเรื่องกรรมเป็นของเฉพาะตัว นาย A ทำกรรม นาย A ก็ต้องรับกรรม mahaoath ทำกรรม mahaoath ก็ต้องรับกรรม ให้คนอื่นรับแทนไม่ได้ จากข้อ ๑ นาย A ทำกรรม คือ ทานข้าว นาย A ก็ต้องเป็นผู้ที่อิ่ม จะให้ mahaoath อิ่มแทนก็ไม่ได้
๔ เชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ข้อนี้ต้องพิจารณากันมากหน่อยนะครับ เพราะว่าผู้ที่ไม่ได้รู้เห็นธรรมด้วยตนเองคงจะเชื่อยากสักหน่อย เอาเป็นว่าลองศึกษาและพิจารณาธรรมที่พระองค์สอนในเรื่องง่าย ๆ ที่เห็นได้ไม่ยากนักก่อน เช่นเรื่องศีล ที่ทรงสอนว่าทำให้เกิดความสงบสุข เอาแค่ศีล ๕ ก่อน ลองคิดดูว่าถ้าคนเราทุกคน มีศีล ๕ สังคมจะสงบสุขแค่ไหน รวมไปถึงธรรมอื่น ๆ ที่พระองค์ทรงสอน ลองทำดูเอาแค่ธรรมที่เป็นเรื่องโลก ๆ นี่แหละครับ ยังไม่ต้องถึงกับมรรค ผล นิพพานหรอก แล้วจะพบได้ว่าเป็นอย่างที่พระองค์ทรงสอนทุกประการ แล้วถ้าพระองค์ไม่ได้ตรัสรู้จริง ๆ คงไม่สามารถคิดแต่งธรรมต่าง ๆมากมายถึง ๘๔,๐๐๐ อย่างมาสอนพวกเราหรอกครับ
เบื้องต้นเชื่อแค่นี้ก็พอแล้วครับในพระพุทธศาสนา อย่าปล่อยให้การกระทำของโล้นเหลือง ที่แอบแฝงมา ทำให้เราต้องเสียประโยชน์อย่างยิ่งของเราเลย บางคนเห็นข่าวพวกโล้นแล้วก็เหมารวมเอาเลยว่า พระไม่ดี พระเลว ลามปามไปถึงศาสนาพุทธไม่ดี ศาสนาพุทธเลว ปลาเน่าต้วเดียว เทปลาทิ้งทั้งข้อง ก็อดกินปลากันพอดี แยกให้ออกครับ ทำใจให้สบาย ๆ ถ้ารู้แน่ชัดว่าพวกโล้นแน่ ๆ ก็ไม่ต้องไปยุ่ง ไม่ต้องใส่บาตร ไม่ต้องทำบุญด้วย แต่ว่าถ้ายังไม่แน่ ให้ยึดหลักนิติศาสตร์ที่ว่าผู้ถูกกล่าวหาถ้ายังไม่ถูกตัดสิน ก็ยังเป็นแค่ผู้ถูกกล่าวหา ยังไม่เป็นผู้ผิดแต่อย่างไร
เวลาทำบุญ ตักบาตร ถวายทานอะไรก็แล้วแต่ ให้คิดว่าถวายแก่ส่วนรวม ถวายแก่ผ้าเหลือง ถวายแก่พระพุทธศาสนา อย่าไปมองหน้าว่าถวายใคร แล้วใจจะสบายขึ้นเยอะ ใจสบาย ใจใส เป็นใจบุญนะครับส่วนพวกโล้นก็ปล่อยให้กรรมจัดการเถิดครับ เดี๋ยวนี้กรรมตามเร็ว เป็นกรรมติดจรวด เป็นกรรม adsl 4 Mb ซะด้วย อย่าไปเสี่ยงไปหลงว่าพระดี ๆ ว่าเป็นโล้น มันจะเข้าตัวนะครับ
บุญรักษาครับ
๒๙ ส.ค. ๕๑
๑๓.๕๙ น. เสียดาย คน(ฆ่าตัว)ตายไม่ได้อ่าน"กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ" "การได้เกิดเป็นมนุษย์ยากนัก" เป็นพระพุทธพจน์ที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทรงแสดงไว้ครับ เราลองมาพิจารณาดูว่าการได้เกิดเป็นมนุษย์ยากจริงหรือไม่ เฉพาะแค่ในประเทศไทยเราก็พอ จำนวนประชากรไทย วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๐ ตามที่ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ระบุว่า มีทั้งหมด ๖๓,๐๓๘,๒๔๗ คน อยู่กันในพื้นที่ ๓๒๐ ล้านกับอีก ๗ แสนกว่าไร่ เฉลียแล้ว ในพื้นที่ ๕ ไร่ จะมีมนุษย์อยู่ ๑ คน ในพื้นที่ ๕ ไร่ มีสัตว์อยู่เท่าไร ไม่ต้องคิด ดูง่าย ๆ แค่ในห้องนอนเราก็พอแล้วครับ ในห้องนอนเรามียุงกี่ตัว มีจิ้งจก แมลงสาบ กี่ตัว ( ห้องนอนหรือสวนสัตว์ ? ) ในพื้นที่เท่า ๆ กัน สัตว์เดรัจฉานมีจำนวนมากกว่ามนุษย์นัก เ่ท่านี้ก็คงจะพอเทียบให้เห็นได้ว่า สิ่งมีชีวิตบนโลกนั้นย่อมมีสัตว์มากกว่ามนุษย์แน่นอน หรือจะพิจารณาจากกำเนิดของสัตว์ก็ได้ สัตว์ทั้งปวง หมายถึงทั้งหมดจริง รวมมนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก เทวดา มาร พรหม ทุกอย่าง รวมแล้วมีการเกิดได้ ๔ อย่างด้วยกัน คือ เกิดในครรภ์ เช่นมนุษย์ เกิดในไข่ เช่น ไก่ เป็ด เกิดในเถ้าไคลสิ่งสกปรก เช่นหนอน และผุดเกิดขึ้น เช่น เทวดา และสัตว์นรก มนุษย์เรานี้เป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของสัตว์ในกำเนิดทั้ง ๔ อย่าง ลองมาคิดค่าความน่าจะเป็นดูเล่น ๆ ถ้าสมมติให้สัตว์ที่เกิดในกำเนิดทั้ง ๔ มีปริมาณอย่างละเท่า ๆ กัน เฉพาะแค่ได้เกิดในครรภ์ ซึ่งรวมไปถึงสัตว์เดรัจฉานด้วยแล้ว ก็ได้แค่ ๑ ใน ๔ หรือร้อยละ ๒๕ เท่านั้น ยังไม่ได้แบ่งย่อย ๆ อีกว่า ในบรรดาสัตว์ที่เกิดในครรภ์ มีที่จะเกิดเป็นมนุษย์ได้สักเท่าไหร่กัน ดังนั้นการเกิดเป็นมนุษย์จึงยากแสนยากอยางที่พระองค์ตรัสไว้จริง ๆ ด้วย การที่จิตดวงใดจะได้มาเกิดเป็นมนุษย์ หรือสัตว์อื่น ๆ นั้น จำแนกด้วยกรรม ที่ได้กระทำมา กว่าจะเกิดเป็นมนุษย์ได้นั้น อย่างน้อยต้องเป็นผู้ไม่ดุร้าย ไม่มือไว ไม่ใจเร็ว ไม่พูดปด ไม่หมดสติ หรือในทางศาสนาพุทธเรียกว่าตั้งตนอยู่ในศีล ๕ ( ไม่ว่ามีศาสนาพุทธหรือไม่ก็ตาม ถ้าปฏิบัติตนตามนี้ก็จัดว่าเข้าข่ายครับ ) รวม ๆ ก็คือว่าได้เป็นมนุษย์นี่ก็ต้องอาศัยบุญโขอยู่แล้ว เป็นมนุษย์ดีอย่างไร? ดีกว่าเป็นสัตว์หลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะโอกาสในการปฏิบัติขัดเกลาให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ยกตัวอย่างเช่น ดีกว่าสัตว์นรก พวกนี้ไม่มีเวลาขัดเกลา เพราะต้องรับโทษทัณฑ์อยู่ตลอดเวลา ดีกว่าเปรต เพราะเปรตหิวโหยตลอดเวลา ดีกว่าสัตว์เดรัจฉาน เพราะพวกมันไม่รู้จักการขัดเกลา อาศัยอยู่ด้วยสัญชาตญาน ดีกว่าเทวดา เพราะเทวดาเสพกามคุณอันเป็นทิพย์ หลงติดอยู่ได้ง่ายกว่า เป็นต้น มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีอยู่กลาง ๆ ระหว่างสัตว์นรก กับ เทวดา มีความรู้สึกสุข ทุกข์ ให้เห็น ให้พิจารณา เป็นระยะ ๆ ถ้าทุกข์ตลอด อย่างสัตว์นรก ก็ไม่รู้จักสุข ไม่มีโอกาสได้หาความสุขแท้ เทวดา ไม่ค่อยเห็นทุกข์ แุุถมอายุยืนด้วย ไม่ค่อยเห็นความไม่เที่ยง เป็นมนุษย์ เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวสุข พอให้มีข้อเปรียบเทียบว่าสุขเป็นอย่างไร ทุกข์เป็นอย่างไร มีอายุไม่มากเท่าไร พอให้เห็นความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้ชัดเจน จึงมีโอกาสที่จะเข้าถึงธรรมที่พระศาสดาทรงนำมาสอน มีโอกาสที่จะเห็นอนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง ความทุกข์ และอนัตตา ความไม่ใช่ตัวตน ที่จะทำให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ และได้ง่ายกว่าสัตว์อื่น ๆ อย่างที่บอกว่ามนุษย์เห็นทุกข์ได้ง่ายกว่าเทวดา ทำให้หลาย ๆ คน ต้องประสบกับความทุกข์กาย หรือทุกข์ใจบางอย่างที่คิดว่าหนักหนาสาหัสเหลือเกิน ไม่สามารถจะทนอยู่ต่อไปได้ คิดหาทางพ้นจากทุกข์ด้วยการ ฆ่าตัวตาย โดยเข้าใจว่า การฆ่าต้วตายนั้นจะทำให้พ้นทุกข์ แต่ความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย ในการเวียนว่ายตายเกิด สิ่งที่จะกำหนดว่าตายแล้วไปไหน ก็คือ จิต ดังที่พระพุทธองค์ทรงสอนว่า "จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคติ ปาฏิกงฺขา" "เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันหวังได้" "จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา" "เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้" ทุคติ คือไปชั่ว ไปเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน สุคติ คือไปดี ไปเป็นมนุษย์ เทวดา พรหม จนกระทั้งนิพพาน คนที่ฆ่าตัวตายนั้น มีจิตเศร้าหมองทุกคนครับ เศร้าหมองด้วยกิเลสใหญ่ อย่างน้อย ๒ ตัว ตัวแรกคือ โมหะ ความหลง ไม่รู้จริง คิดคาดเดาไปข้างหน้า ประสบกับเหตุการณ์อะไรสักอย่าง ก็มาคิดต่อไปข้างหน้าว่าต้องเป็นอย่างโน้น เป็นอย่างนี้ ยิ่งเหตุการณ์ที่เป็นปัญหาแล้วยิ่งคิดไปว่าต่อไปปัญหาต้องคงอยู่ หรือ ต้องเพิ่มขึ้น วนเวียนหลงคิด หลงคาดเดาอยู่อย่างนี้ ไม่เห็นความจริงว่า ปัญหาทุกอย่างเป็นอนิจจัง คือ ไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้ว ไม่อยู่คงที่ อาจเพิ่มขึ้นได้ ลดลงได้ แต่ที่สุดก็ต้องหมดไป คิดแต่ว่าปัญหานั้นแก้ไม่ได้ ทำให้เกิดกิเลสอีกตัวคือโทสะ คิดประทุษร้ายตัวเอง โกรธตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธสังคม โกรธไปหมด โกรธจนกระทั่งสามารถทำลายตัวเองได้ โมหะ นำไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ส่วนโทสะนำไปเกิดเป็นสัตว์นรกครับ ภูมิของสัตว์เดรัจฉานก็ดี ของสัตว์นรกก็ดี เป็นภูมิที่ต้องอยู่ในภพที่ลำบากกว่ามนุษย์มากมายนัก ซึ่งคงจะไม่อธิบายในคราวนี้ก่อน เพียงแต่อยากจะให้เป็นข้อมูลเบื้องต้นไว้ก่อนการตัดสินใจ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจครับ ว่าจะอยู่สู้ชีวิตต่อไป หรือจะเสี่ยงฆ่าตัวตายให้พ้นปัญหาปัจจุบัน แต่ก็เหมือนการตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ ทุก ๆ เรื่อง ที่สมควรจะต้องมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้มากที่สุด ได้แต่หวังว่าผู้ที่คิดจะฆ่าตัวตาย ถ้าได้อ่านเรื่องนี้แล้วจะได้ข้อมูลบ้าง ส่วนจะตัดสินใจอย่างไรนั้นตามสบายครับ ขอยืมสำนวนของท่าน Dhammasarokikku แห่ง blog บินเดี่ยว : การผจญภัยในผ้าเหลือง ที่ว่า ขนาดพ่อ ( พระพุทธเจ้า ) ยังทรงว่าพระองค์เป็นเพียงผู้บอกทางเท่านั้น ( อกฺขาตาโร ตถาคตา - ตถาคตเป็นผู้บอกทางเท่านั้น ) แล้วลูกกระจ๊อกอย่างเราคงได้เท่านี้เองครับ บุญรักษาครับ ๒๘ ส.ค. ๒๕๕๑ ๑๒.๔๓ น. SOTUS 2มาต่อภาค ๒ กันดีกว่า ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักกับ SOTUS ก่อน คำว่า SOTUS มาจากคำ ๕ คำ ได้แก่ Seniority คือ ความรู้จักเด็ก รู้จักผู้ใหญ่ รู้จักอาวุโส เคารพในรุ่น Order คือ ความมี ระเบียบวินัย Tradition รักษาประเพณีอันดีงาม Unity ความสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจ เดียวกัน และ Spirit ความมีน้ำใจ เมื่อนำตัวอักษรตัวแรก จากคำทั้ง ๕ มารวมกัน ก็ จะได้เป็นคำว่า SOTUS ซึ่งถ้ามองอย่างเป็นกลาง และตัดความคิดที่ว่า SOTUS กับ ว้าก เป็นอย่างเดียวกันออกไปเสีย จะพบว่า หลักการสำคัญทั้ง ๕ นั้น เป็นคุณธรรมที่ หากมีอยู่ในสังคมใด ๆ ก็ตาม สังคมนั้น ๆ น่าจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ความเจริญ แต่เนื่องจากผู้ที่ต้องการปลูกฝัง SOTUS ได้นำระบบวิธีการว้ากมาใช้ ทำให้หลาย ๆ คน เข้าใจผิด คิดว่า SOTUS กับ ว้าก คืออย่างเดียวกัน แล้วการว้ากคืออะไร ? การว้าก หรือ ที่เรียกกันเป็นทางการว่าการประชุมเชียร์ นั้น เป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่รุ่นพี่ กระทำกับรุ่นน้องโดยการสร้างความกดดัน ให้เกิดความ เกลียด ความกลัว รวมก็คือ ทำให้เห็นว่าพี่ ๆ ที่เป็น ว้ากเกอร์ นั้น เป็น ศัตรู เพราะว่า การว้ากนั้น ใช้แนวคิด ทฤษฎีพื้นฐานว่า คนที่มีศัตรูเดียวกัน จะสามัคคีกัน ให้รุ่นพี่ ทำตัวเป็นศัตรูกับรุ่นน้อง เพื่อให้รุ่นน้องสามัคคีกัน โดยอาวุธ ที่จะกำจัดศัตรูได้ คือ การที่รุ่นน้องได้แสดง SOTUS ในตัวออกมา เมื่อใดที่รุ่นน้องมี SOTUS เมื่อนั้น ศัตรู ที่ร้ายกาจ ก็จะกลับกลายเป็นมหามิตร ที่ว่ามาทั้งหมด เป็นการว้ากชนิดที่มีกุศล หรือ ความดี เป็นเหตุเป็นปัจจัย ยังมีรุ่นพี่อีกประเภท ที่อาศัย SOTUS ปลอม ๆ มาบังหน้า มีอกุศลเป็นเหตุ แสวงหา ความสนุก ความสะใจ ส่วนตัว หาเรื่อง แกล้งน้อง รังแกน้อง แล้วอ้างว่า เป็น SOTUS พวกนี้เอง ที่ทำให้คำว่า SOTUS คำว่ารับน้อง คำว่าประชุมเชียร์ ต้องตกเป็นจำเลยของ สังคม ความจริงการสร้าง SOTUS นั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นการว้ากเสมอไป โดยเฉพาะยุค สมัยที่ สิทธิ เสรีภาพ เบ่งบาน การว้าก คงกลายเป็นเรื่องล้าสมัย ไม่เหมาะสมแล้ว ก็ เป็นหน้าที่ของรุ่นพี่ ที่จะต้องเปิดใจ ให้กว้าง อย่ายึดติดกับรูปแบบ วิธีการ แม้ T ใน SOTUS จะมาจาก Tradition หรือ ประเพณี ก็ตาม แต่ก็ไม่จำเป็นจะต้องยึดติด ประเพณี ที่ดี ขึ้นอยู่กับสภาพสังคม ยุค สมัย ด้วย อย่างประเพณีคลุมถุงชนในสมัยโบราณ ถาม ถามคนสมัยใหม่ คงว่าไม่ดี ไม่มีสิทธิ เสรีภาพ ( แต่ก็เห็นกันอยู่จะจะ ว่า การหย่าร้าง ใน ปัจจุบัน ที่เลือกจับคู่กันเองนั้น สูงกว่ารุ่นปู่ รุ่นย่า ขนาดไหน ) สมัยนี้สิทธิ เสรีภาพ ของ คนทุกคน ได้รับความคุ้มครองมากกว่าแต่ก่อน ว้ากไปว้ากมาอย่างแต่ก่อน อาจมีความ ผิดทางกฎหมายได้ง่าย ๆ วิธีการหลาย ๆ อย่างที่ถูกนำมาแทนที่การว้าก เช่น การบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ร่วมกัน ก็ดูจะได้ผลดี ในทางธรรม SOTUS สามารถ สร้างได้ด้วยธรรมะหลาย ๆ อย่าง เช่น ธรรม ๔ ประการ ที่ทำให้ระลึกนึกถึงกันในทางที่ดี คือ การให้ปัน การทำตัวให้เป็น ประโยชน์ การพูดจาน่าฟัง และ การทำตนเสมอต้นเสมอปลาย สามารถสร้าง Seniority ได้ถ้ารุ่นพี่มีธรรมทั้ง ๔ กับรุ่นน้อง Order ระเบียบวินัย มีได้ด้วยศีล ไม่ต้องมาก แค่ ๕ ข้อ ก็เพียงพอแล้ว พี่ ๆ เป็นตัวอย่างที่ดี นำน้อง ๆ รักษาศีล Tradition ประเพณีที่ดี เลือกรักษา ประเพณีไว้ด้วยหลัก รู้ ๗ อย่าง คือ รู้จัก เหตุ ผล ตน ประมาณ กาลเวลา บุคคล และ ชุมชน คือ ต้องรู้ทั้ง ๗ เรื่องนี้ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่า ประเพณีไหนดี น่าเก็บไว้ ประเพณี ไหนเป็นไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการ ก็ยกเสีย Unity ความสามัคคี สร้างด้วยธรรม ๗ ประการที่กล่าวไว้ในเรื่อง SOTUS 1 มีการหมั่นประชุมเป็นเนืองนิตย์ เป็นต้น และ สุดท้าย Spirit ความมีน้ำใจ สร้างด้วยพรหมวิหารธรรม ๔ คือ เมตตา ความรักใคร่ กรุณา สงสาร มุทิตา ร่วมยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี และ อุเบกขา วางเฉยในเมื่อผู้อื่นจำเป็นต้อง รับผลกรรมที่ตนก่อขึ้น โดยที่เราไม่สามารถช่วยได้ นี่แค่ตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ นะ ที่สำคัญคือ รุ่นพี่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับรุ่นน้อง แนะนำ ชักชวนไปในทางที่ดี อยากให้น้องเป็นอย่างไร มี SOTUS แค่ไหน ถ้ารุ่นพี่ยังไม่มี ก็เท่านั้น เราต้องมีเองก่อน ถึงจะให้ผู้อื่นได้ ถูกหรือไม่ครับ เรียนจบมา ๑๓ - ๑๔ ปี ยังคงคิดว่าประชุมเชียร์ทุกครั้ง การว้ากทุกคราว ทั้งที่เป็น ฝ่ายโดน และเป็นฝ่ายทำ เป็นประสบการณ์ เป็นกำไร เป็นสิ่งที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งของ ชีวิตครับ บุญรักษาครับ ๒๒ ส.ค. ๕๑ ๑๒.๓๐ น. อยากเป็นเทวดา ( ไปทำไม ) สมมติว่าเราเป็นคนป่า อยู่กันแบบป่า ๆ ในเพิงมุงใบไม้ ล่าสัตว์เป็นอาหาร ใช้ เครื่องไม้เครื่องมือแบบป่า ๆ จุดไฟด้วยก้อนหิน ล่าสัตว์ด้วยลูกดอก นุ่งใบไม้แทน เสื้อผ้า แล้วบังเอิญไปเจอคนเมือง อยู่ตึกสูง ๓๐ ชั้น กินอาหารอย่างดี ใช้เตาแม่เหล็ก ไฟฟ้า นุ่งห่มผ้าอย่างดี อาหารก็ซื้อหาเอา คงจะแปลกใจมาก และถ้ากลับเข้าป่าไป เล่าให้คนในเผ่าฟัง คนไม่รู้ว่าจะอธิบายให้พวกฟังอย่างไร และพวกที่ฟังอย่างมากก็ คงจะเชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง และความรู้สึกที่คนป่าเหล่านั้นมีต่อคนเมืองคงรู้สึกเหมือน กับว่าคนเมืองเป็นผู้วิเศษ เป็นผู้มีฤทธิ์ เป็นเทวดา คนป่ากับคนเมือง ก็เหมือนกับมนุษย์กับเทวดาครับ เพราะเทวดาก็เหมือน ๆ กับ มนุษย์นี่เอง มีการเกิด แก่ ตาย เหมือนกัน ต้องมีเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค เหมือน ๆ กัน เพียงแต่ว่าคนละอย่างกันกับเรา อาหารที่ดีที่สุดเท่าที่มนุษย์จะหาได้ เทียบกับอาหารทิพย์ของเทวดาแล้ว คงเหมือนกับอาหารของคนป่ากับอาหารของคน เมือง บ้านสุดหรูของมนุษย์ คงเหมือนเพิงใบไม้ในสายตาเทวดา เครื่องใช้สอยอย่างอื่น ก็เช่นเดียวกัน บรรดาเทวดายังแบ่งเป็นระดับอีกหลายระดับ เริ่มจากภุมเทวดา อาศัยอยู่ในโลก เราเช่น รุกขเทวดา พระภูมิ เจ้าที่ จตุมหาราชิกาเทวดา มี ๔ พวก คือ ครุฑ ยักษ์ คนธรรพ์ นาค ดาวดึงส์เทวดา อยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีท้าวสักกะเป็นหัวหน้า มี เทวดาผู้ใหญ่รวม ๓๓ องค์ ( ดาวดึงส์ มาจากคำว่า ตาวะติงสะ แปลว่า ๓๓ ) ยามา เทวดา มีท้าวสุยามะ เป็นหัวหน้า ดุสิตเทวดา อยู่ชั้นดุสิต เป็นที่อยู่ของพระโพธิสัตว์ และพระพุทธมารดา นิมมานรดีเทวดา เทวดาชั้นนี้สามารถเนรมิตสิ่งต่าง ๆ ได้ ตาม ที่ต้องการ และชั้นสูงสุด คือ ปรนิมมิตวัสวดีเทวดา ยิ่งกว่าชั้นก่อนหน้า คือ ต้องการ อะไรไม่ต้องเนรมิตเอง แต่มีลูกน้องเนรมิตให้ เทวดามีหลายฝ่าย เรียกว่า ฝ่ายธรรมะ กับฝ่ายอธรรม หรือ ฝ่ายดี กับ ฝ่ายชั่ว ก็ได้ ฝ่ายดี มีความฝักใฝ่ในทางธรรม สร้างบุญสร้างกุศล ต้องการเกิดในภพภูมิที่ดีขึ้น หรือ ไม่ก็ปรารถนาพระนิพพานไปเลย ฝ่ายชั่ว ก็เหมือนคนชั่วนั่นเอง คือ หลงมัวเมาอยู่ ในกามคุณทั้ง ๕ อันเป็นทิพย์เอง แล้วยังคอยหลอกล่อ ให้ผู้อื่นติดกับด้วย อย่างเช่น พญามารวัสวดี คู่ปรับพระพุทธเจ้าตั้งแต่ยังเป็นพระโพธิสัตว์ จนสุดท้ายยังมาทูลขอ ให้พระพุทธเจ้าเราทรงปลงอายุสังขาร คือ ทรงตัดสินพระทัยว่าจะเข้าสู่ปรินิพพาน พญามารนี่ไม่ใช่เทวดาธรรมดา ๆ เป็นถึงเทวดาชั้นสูงสุด คือ ชั้นที่ ๖ ปรนิมมิตวัสวดี เป็นเทวดาไม่ได้ดีกว่าเป็นมนุษย์สักเท่าไรหรอกครับ เหมือนคนเมืองไม่ได้ดีกว่า คนป่าครับ คนเมืองก็มีทุกข์ของคนเมือง คนป่าก็มีทุกข์ของคนป่า เทวดาก็มีทุกข์ของ เทวดา โดยเฉพาะความที่ได้บริโภคแต่สิ่งที่เป็นทิพย์ ทำให้หลงติดอยู่ได้ง่าย เมื่อจะ ต้องตาย ( เทวดาเรียกว่าจุติ แปลว่าเคลื่อน ) ละก็ เหมือนคนรวยเสียดายสมบัติเวลา ใกล้ตาย มีทุกข์มากกว่าคนจน เผลอ ๆ คนจนมาก ๆ อาจยินดีด้วยซ้ำที่ต้องตาย เทวดาไม่ได้เป็นอมตะ คือมีวันตาย หรือ ที่เรียกว่า จุติ จากเทวดาอาจกลับมาเป็น มนุษย์ เป็นสัตว์ก็ได้ ลงนรกยังได้ เหตุที่เทวดาจะจุติมีอยู่ ๔ อย่างคือ หมดบุญ ต้อง ลงมาอยู่ภพภูมิที่ต่ำกว่าเดิม หมดอายุ ต้องจุติขึ้นไปอยู่ภพที่สูงกว่าเดิม หมดอาหาร แย่หน่อย เสพกามคุณ ๕ เพลิน ไม่บริโภคอาหาร ต้องตกสวรรค์ และสุดท้ายคือ โกรธ เป็นเทวดาห้ามโกรธครับ โกรธแล้วตกสวรรค์เหมือนกัน ถ้าเทวดาเป็นเรื่องธรรมดา ๆ อย่างที่ว่ามา แล้วพระพุทธเจ้าสอนเรื่องเทวดาทำไม พระองค์ไม่ทรงสอนใครให้อยากเป็นเทวดาครับ แต่พระองค์สอนเรื่องของกรรม และ ผลของกรรม ว่าผู้ที่ประพฤติอย่างนี้ อย่างนี้ ละโลกนี้ไปแล้ว ไปเป็นเทวดา ไปเป็น พรหม ไปเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน หรือ ไปเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นเรื่อง ธรรมดา ถ้ามนุษย์โลกอยู่ที่สยามสแควร์ นิพพานอยู่ที่ทองหล่อ พระองค์ทรงสอนให้ไป นิพพาน ซึ่งต้องผ่านอโศก คือ เทวดา พระองค์ทรงสอนให้ไปทองหล่อ ไม่ได้สอนให้ ไปอโศก แต่เราไปเข้าใจผิดเองว่าไปอโศกดีแล้ว ตั้งเป้าหมายว่าจากสยาม จะไปแค่ อโศก ไปยังไงก็ไม่ถึงทองหล่อแน่ ๆ เหมือนชาวพุทธหลาย ๆ คน ตั้งเป้าหมายไว้แค่ ทำดีให้ได้ขึ้นสวรรค์ ยังหวังไปเกิดใหม่อยู่ ยังไม่หวังความไม่เกิด อย่างไรก็ยังไม่ได้ นิพพาน ไปอโศก หรือ ไปเป็นเทวดานั้นไม่ยากเย็นอะไรเท่าไร จะลองยกตัวอย่างให้ดู เช่น เรื่องของมฆมาณพ กับพวกรวม ๓๓ คน ได้ช่วยกันบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ สร้าง ศาลาที่พักริมทาง ขุดสระน้ำไว้ให้คนเดินทางใช้สอย สร้างถนน หนทาง สะพาน ฯลฯ ตายไปก็ไปเกิดเป็นท้าวมฆวะ หรือ พระอินทร์ หรืออีกชื่อคือ ท้าวสักกะที่บอกไว้ใน ตอนต้นว่าเป็นหัวหน้าเทวดาชั้นดาวดึงส์ เทวดาผู้ใหญ่ ๓๓ องค์ที่บอก ก็คือ มฆมาณพ กับพวกรวม ๓๓ คน ที่ไปเกิดในภพนั้น ดังนั้นภพดังกล่าวจึงได้ชื่อว่าดาวดึงส์ ที่แปล ว่า ๓๓ หรือว่าค้างคาว ๕๐๐ ตัว ห้อยหัวฟังพระสวดพระอภิธรรม กำลังซึ้งกับทำนอง สวด พลัดตกลงมาตาย ก็ไปเกิดเป็นเทวดา สุนัขตัวหนึ่งมีความรักเคารพในพระปัจเจก- พุทธเจ้า ( ผู้ตรัสรู้เอง แต่ไม่ได้สอนผู้อื่นให้รู้ตาม ) ตายไป ไปเกิดเป็นโฆสกเทพบุตรผู้ มีเสียงก้องกังวาลเพราะเคยเห่าไล่สัตว์ร้ายให้พระปัจเจกพุทธเจ้า ( โฆสกเทพบุตรนี้ ตก สวรรค์ มาเกิดเป็นโฆสกเศรษฐีเพราะเสพกามเพลิน ไม่กินข้าวปลาอาหาร ) มีคุณธรรมที่กล่าวถึงการไปเป็นเทวดาไว้ชัด ๆ คือ เรื่องเทวธรรม ปรากฏอยู่ในนิทาน ชาดกเรื่องมหิสกุมาร ลองไปอ่านดูได้ ที่ พระไตรปิฎกออนไลน์ >>คลิ๊กที่นี่<< ในชาดก ( เรื่องที่เกี่ยวกับชาติก่อน ๆ ของพระพุทธเจ้า สมัยเป็นพระโพธิสัตว์ ) สรุปได้ว่า ธรรม ที่ทำให้เป็นเทวดาคือ หิริ ความละอายต่อการกระทำชั่ว และโอตตัปปะ ความเกรงกลัว ต่อผลจากการทำบาป ถ้ามีคุณธรรม ๒ ประการนี้ประจำอยู่ในใจแล้วละก็ รับรองว่า ไม่กล้าทำชั่ว ทำบาป แน่ ๆ เมื่อไปทำชั่ว ไม่ทำบาป สวรรค์จะไปไหนเสีย และที่ดีกว่า นั้นคือ ถ้าคนทุกคนบนโลก มีหิริ ละอายชั่ว โอตตัปปะ เกรงกลัวบาป ละก็ การเบียด เบียนกันก็ไม่มี โลกก็น่าอยู่ขึ้น สงบสุขขึ้น ดังนั้นธรรม ๒ ประการนี้ จึงได้อีกชื่อว่าเป็น ธรรมที่คุ้มครองโลก ( โลกบาลธรรม ) การไปสวรรค์ ไปเป็นเทวดา ยังมีอีกหลาย ๆ วิธี แต่โดยสรุปคือ การสร้างบุญนั่นเอง เป็นทางไปสู่สวรรค์ วิธีการสร้างบุญพระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่ามี ๓ ทางด้วยกัน คือ ทาน การให้ ศีล การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย และภาวนา คือ การทำสมาธิกับการเจริญ ปัญญา โดยเฉพาะการให้ทาน และการรักษาศีล ทำให้เป็นเทวดาแน่ ๆ แต่การทำสมาธิ กับการเจริญสติปัญญา นั้น ส่งผลสูงกว่า คือส่งผลไปได้ถึง พรหม และ นิพพาน อย่างที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่า เทวดา ก็ ธรรมดา ๆ เหมือน ๆ มนุษย์เรานี่เอง ถือซะว่า เป็นผลพลอยได้ จากการมุ่งไปหาพระนิพพาน เหมือนไปทองหล่อ ต้องพลอยผ่านอโศก ในทางธรรม ก็คล้าย ๆ กับทางโลก ทางโลกเช่นทางธุรกิจ ตั้งเป้าไว้สูง ถ้าสำเร็จก็ได้ ผลตอบแทนสูง ตั้งเป้าไว้ต่ำ ถึงสำเร็จก็ได้ผลตอบแทนต่ำ ทางธรรม ตั้งเป้าไปที่นิพพาน พลาดพลังไปยังได้สวรรค์ ได้พรหม ถ้าตั้งเป้าแค่สวรรค์ ก็ได้แค่นั้นเอง แถมทางธรรม ยังดีกว่าตรงที่ไม่มีขาดทุนด้วย เพราะบุญที่ทำ อย่างไรก็ต้องส่งผลดี ไม่เหมือนทางโลก ลงทุนไปอาจขาดทุนได้ ทางธรรมเป็น No risk, High return ครับ เจ๋งไหมครับ สงสัยเรื่องนี้ต้องมีภาค ๒ และ ภาค ๓ เกี่ยวกับพรหม และนิพพาน จะได้ตอบตัวเอง ได้ว่าจะไปแค่ "อโศก" หรือจะไปให้ถึง "ทองหล่อ" บุญรักษาครับ ๑๘ ส.ค. ๕๑ ๑๔.๓๒ น. ให้? ไม่ให็? ให้ องค์ที่ ๑ ถึงผู้ให้ รู้จักชูชกไหม ? สุดยอดขอทาน ขอจริง ๆ ขอตะพึด ขอจนรวย จนได้เมียสวยชื่อนาง อมิตดา ชูชกนี่เกิดมาในสมัยที่พระพุทธเจ้าของเรายังเป็นพระโพธิสัตว์ทรงพระนาม ว่าพระเวสสันดรไงละครับ ไม่ทราบว่าจะรู้จักกันหรือไม่ เรื่องราวของพระเวสสันดร ปรากฎอยู่ใน พระเวสสันดรชาดก ในพระไตรปิฏก ส่วนที่กล่าวถึงพระพุทธเจ้าของ เราในชาติต่าง ๆ ก่อนที่จะมาประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ชาติสุดท้าย ถ้าใครไม่รู้จัก พระเวสสันดร หรือ ชูชก ให้ลองไปหาอ่าน หรือว่าจะไปฟังพระเทศน์ ที่เรียกว่า เทศน์ มหาชาติ ช่วงออกพรรษาก็ได้ เรื่องราวมีทั้งหมด ๑๓ ตอน หรือ ๑๓ กัณฑ์ เราพักเรื่อง พระเวสสันดร ไว้ก่อน กลับมาที่ชูชกของเราดีกว่า อย่างที่ว่าไว้ว่าชูชกเป็นสุดยอดขอทาน เพราะเขามีอาชีพขอทาน คือ ขอเป็นอาชีพ ไม่ ทำอย่างอื่นเลย ขออย่างเดียว ขอทาน หรือ ยาจก นี่พวกหนึ่ง ขออย่างเดียว แต่ถ้าเป็น วณิพก ดีกว่าหน่อยมีการลงทุนลงแรง เช่นร้องเพลงหรือว่าเล่นดนตรี ประกอบการขอ เรียกว่าไม่ได้ขอดีกว่า เรียกว่าสร้างสรรค์ผลงานแลกกับทรัพย์เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างไม่ เท่ห์ ก็ เช่นนักดนตรีตาบอดแถวสะพานลอย อย่างเท่ห์ ๆ ก็เช่น นักดนตรีเปิดหมวก แถวถนนข้าวสาร ขอยกเรื่องของวณิพกเสีย เนื่องจากประเด็นของเราคือยาจก หรือ ขอทาน ขอทานอย่างชูชก เป็นบุคคลสำคัญอย่างยิ่งในพระพุทธศาสนา ถ้าไม่มีคนอย่างชูชก ก็ อาจจะไม่มีพระพุทธเจ้า ทำไมถึงว่าอย่างนี้ ? เพราะว่าการที่พระโพธิสัตว์จะตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้าได้นั้น ต้องบำเพ็ญบารมี ๑๐ อย่างให้เต็มที่เสียก่อน จึงจะสามารถตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้า และนำพระพุทธศาสนาให้ปรากฏขึ้นบนโลกนี้ได้ บารมีทั้ง ๑๐ อย่าง คือ ๑ ทานบารมี ๒ ศีลบารมี ๓ เนกขัมมะบารมี ๔ ปัญญาบารมี ๕ วิริยะบารมี ๖ ขันติบารมี ๗ สัจจะบารมี ๘ อธิษฐานบารมี ๙ เมตตาบารมี ๑๐ อุเบกขาบารมี บารมีอย่างแรกสุดเลยคือ ทาน หรือ การให้ ( แต่เป็นอย่างสุดท้ายที่พระโพธิสัตว์บำเพ็ญ จนเต็ม ในชาติที่ทรงเป็นพระเวสสันดรนี่เอง ) ในชาตินี้ก็ได้ชูชกนี่เองที่ขอแหลก ขอ จนถึงแก้วตาดวงใจของพระเวสสันดร คือ กัณหา และ ชาลี ลูกทั้ง ๒ ของพระองค์ พระองค์ทรงตัดใจให้ไปแล้ว ยังมาดุด่า เฆี่ยนตี ต่อหน้าอีก ทำเอาพระโพธิสัตว์ของเรา แทบจะทนไม่ไหวทีเดียว ดีว่าพระองค์ทรงตัดใจได้ทำให้พวกเราได้มีพระพุทธเจ้า มี พระพุทธศาสนา อย่างทุกวันนี้ เห็นไหมครับว่า ถ้าขอทานอย่างชูชกมีประโยชน์ ขอทานทุกวันนี้ก็มีประโยชน์ เพราะ ทาน หรือ การให้ นั้นเป็นการสร้างบุญ สร้างกุศล สร้างบารมี ที่มีความสำคัญ ถ้าไม่มี ผู้ขอ แล้วเราจะให้ใคร การให้นั้นมีปัจจัยอยู่ ๓ อย่าง คือ มีสิ่งที่จะให้ ๑ มีเจตนาจะให้ ๑ มีผู้รับ ๑ ถ้าขาดไปอย่างใดอย่างหนึ่งการให้ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ การให้กับคนธรรมดา ไม่ได้มีคุณพิเศษอะไรเลยอย่างชูชก พระพุทธเจ้าของเราทรงสอนว่าอานิสงส์ของการให้ แก่สัตว์เดรัจฉาน นั้นมีมากมายมหาศาล แต่เทียบได้กับ ๑ ใน ๑๐๐ ของการให้แก่คนผู้ ไม่มีศีล ฉะนั้นเจอะเจอขอทานที่ไหน ให้ไปเถิด อย่าไปคิดมาก ให้แล้วให้เลย อย่าไปคิดว่า เขา จะเอาไปให้ใคร หรือ จะเอาไปทำอะไร การให้คือการละ การสละ ถ้ายังไปยึดอยู่ว่า สิ่ง ที่ให้ไป เป็นของเราอยู่ ก็ไม่ได้ละ ไม่ได้สละ อย่างเต็มที่ เราสร้างบุญ สร้างบารมี ของ เรา ส่วนเขาเอาไปแล้ว จะเอาไปทำอะไร ก็เรื่องของเขา กรรมของเขา อย่างนี้สบายใจ ดีไหมครับ ? องค์ที่ ๒ ถึงผู้ขอ ผู้ขอทั้งหลายทราบหรือไม่ว่า ชูชก ตายเพราะตะกระกินจนท้องแตกตาย รับกรรมเสร็จ มาเกิดพร้อมพระพุทธเจ้าของเรา มาเป็นพระเทวทัต มีความโลภติดตัวมาอยากปกครอง สังฆมณฑลเอง ที่สุดถึงกับจะปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า ดีแต่ว่าก่อนตายสำนึกได้ บูชาพระพุทธเจ้าด้วยกระดูกคาง ก่อนที่จะถูกธรณีสูบมิดหัว ไปเกิดเป็นสัตว์นรกใน อเวจี มีหลาวเหล็กติดไฟทั่วเท่าต้นตาล แทงจากหัวทะลุก้น แทงก้นทะลุหัว แทงขวา ทะลุซ้าย แทงซ้ายทะลุขวา แทงหน้าทะลุหลัง แทงหลังทะลุหน้า ทรมานจนตาย พอลม พัดมาก็ฟื้นมาโดนแทงอีก เป็นอย่างนี้อีกไม่รู้ว่านานเท่าไร รู้แต่ว่า นานแสนนาน กว่า จะได้กลับมาเกิดใหม่ แต่เพราะสำนึกเฮือกสุดท้ายก่อนตายนี่เอง พระพุทธองค์ทรงตรัส ว่าจะได้กลับมาเกิดเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า คือได้ตรัสรู้ธรรม ในอนาคตอันยาวนานข้าง หน้า ถ้ามือดี เท้าดี อย่าดูถูกตัวเองด้วยการเป็นขอทานเลยครับ งานสุจริตยังมีให้ทำอีกเยอะ อย่างน้อย ขวดน้ำขุ่น ๆ กระป๋องเปล่า ๆ กิโลหนึ่งก็หลายบาทอยู่ ทางเลือกยังมีครับ แต่ถ้าถูกบังคับให้มาขอทานละก็ นับว่าเป็นเวรเป็นกรรม เป็นผลของกรรมที่ตามมา ก็แล้วกัน อย่าไปผูกเวรผูกอาฆาต หรือผูกพยาบาท ให้อโหสิกรรมให้หมด และอธิษฐาน ด้วยว่าสิ่งเลว ๆ ขอให้มาในชาตินี้ให้หมด ( ไหน ๆ ก็ลำบากแล้วนี่ ) ชาติต่อ ๆ ไป ให้ เหลือแต่สิ่งดี ๆ จนกว่าจะถึงพระนิพพาน องค์ที่ ๓ ขอทานกับสังคม ทุกประเทศ ไม่ว่าจะเจริญแค่ไหน ก็ต้องมีขอทาน จะมาก จะน้อย แตกต่างกัน เพราะว่า กรรมที่ทำมาในชาติปางก่อน ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้ามองว่าการมีขอทานทำให้ สังคมดูแย่ลง ก็หันมาร่วมมือกัน เรื่องอย่างนี้แก้ฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องแก้หลาย ๆ ฝ่าย ต้อง สร้างความรู้ สร้างงาน สร้างอาชีพ ต้องจัดการกับพวกที่ล่อลวง หรือบังคับคนอื่นมาขอทาน สำคัญมากคือต้องกระจายรายได้ และความเจริญออกจากเมืองใหญ่ ๆ ซะบ้าง ถ้าอยู่บ้าน แล้วไม่อด คงไม่ต้องมาเป็นขอทานในเมืองถูกไหมครับ ( พูดเหมือนง่าย เลยนะ !! ) องค์ที่ ๔ ขอทานกิตติมศักดิ์ ไม่ใช่ใครอื่น พระภิกษุ นี้เอง คำว่า ภิกษุ มาจากคำบาลี ว่า ภิกฺขุ วิเคราะห์รากศัพท์แล้ว แปลได้หลาย ๆ อย่าง อย่างหนึ่งแปลได้ว่า ผู้ขอ ( ภิกฺขติ สีเลนาติ ภิกขุ ผู้ใดย่อมขอเป็นปกติ เหตุนั้น ผู้นั้นชื่อว่าภิกษุ ) เพราะว่าพระต้องขอปัจจัย ๔ จากญาติโยม เพื่อการเลี้ยงชีวิต แต่การขอของพระนั้นขออย่างมีคุณธรรม คือ ไม่ขอ หมายถึง ไม่เอ่ยปากขอ อย่างมากก็ แสดงอาการถือบาตรอย่างสงบอยู่หน้าบ้านใดบ้านหนึ่ง พอให้รู้ว่ามาบิณฑบาตแล้วเท่านั้น ถ้าจำเป็นต้องขอจริง ๆ ก็ขอได้เพียงกับญาติ และบุคคลที่ปวารณา คือ แจ้งให้พระท่าน ทราบล่วงหน้าว่าให้ขอได้ แต่ว่าพระขอแล้ว ไม่ใช่ขอเลย ต้องมีการแลกเปลี่ยน แลกเปลี่ยนด้วยการเรียนธรรม ปฏิบัติ ธรรม และ แสดงธรรม อย่างนี้ถึงจะไม่เป็นโทษเป็นทุกข์กับตนเอง ยิ่งถ้าปฏิบัติก้าวหน้า จนจบกิจ พิชิตมาร ได้นิพพานขึ้นมาละก็ เป็นเนื้อนาบุญที่สุดในโลก คือ ใครทำบุญด้วย แม้เพียงน้อยนิด ก็จะได้รับผลบุญตอบมหาศาลทีเดียว บุญรักษาครับ ๑๔ ส.ค. ๕๑ ๑๕.๑๔ น. ร่วมอภิปรายหัวข้อนี้ได้ที่เว็บบอร์ด http://mahaoath.invisionplus.net GTA vs ไม้เรียวข่าวดังน่าดู กับเด็ก ม.๖ ที่ฆ่าคนขับรถ Taxi สารภาพว่าเลียนแบบมาจากเกมส์
ที่ชื่อว่า GTA (Grand Theft Auto ) ผลก็คือ มีหลาย ๆ ฝ่าย หลาย ๆ หน่วยงาน มี ความเคลื่อนไหวคึกคัก อย่างเช่น ตำรวจ ออกกวาดล้างแผ่น GTA เป็นต้น จิตใจของมนุษย์ เป็นสิ่งที่แปลกประหลาด น่ามหัศจรรย์มาก คุณสมบัติอย่างหนึ่ง
ของจิต คือการสั่งสม การกระทำ หรือ กรรม ที่ทำบ่อย ๆ ทำจนชิน ที่ทางพระเรียก ว่า อาจิณณกรรม อย่างเช่น จอมยุทธทั้งหลาย ที่ฝึกเพลงดาบ เพลงกระบี่ ต้องฝึก บ่อย ๆ ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก หรือ ทหารหน่วยรบพิเศษ ที่ต้องฝึกการต่อสู้ด้วยมือเปล่า ก็ ต้องฝึกซ้ำ ๆ เพื่อให้กระบวนท่า เพลงดาบ ฝังแน่นลงในจิต บางคนก็ใช้สำนวนว่า ความจำในกล้ามเนื้อ เพราะว่าเมื่อต้องนำออกมาใช้ ร่างกายแทบจะเรียกได้ว่า ขยับไปเองโดยไม่ต้องคิด จริง ๆ ไม่ใช่ความจำในกล้ามเนื้อ แต่ว่า เป็นการประทับ รอยลงในจิตของเรานี่เอง จิตของนักสู้ที่สั่งสมกระบวนท่าเพลงดาบต่าง ๆ ไว้อย่าง แน่นหนา เป็นตัวสั่งให้ร่างกายขยับไปตามนั้น การสั่งสมของจิตนั้น เรียกว่าสั่งสมกันข้ามภพ ข้ามชาติ กันเลยทีเดียว อย่างที่เรียก
ว่าอุปนิสัย ซึ่งแม้จะบรรลุธรรมชั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์แล้วก็ตาม ก็ไม่อาจละ อุปนิสัยได้ง่ายนัก เช่น พระปิลินทวัจฉเถระ ท่านมักเรียกใคร ๆ ว่า แน่ะ เจ้าคนถ่อย ไปไหนเจอใครก็เรียกอย่างนั้น จนมีพระภิกษุพากันไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระ พุทธเจ้าเราแทนที่จะทรงติเตียนท่านปิลินทวัจฉะ แต่พระองค์ทรงตรัสว่า "ภิกษุ ทั้งหลาย พวกเธออย่าได้ถือโทษโกรธปิลินทวัจฉะเลย ท่านมิได้มีความโกรธแค้น ในตัวของพวกเธอทั้งหลายเลย แต่ที่ท่านมักเรียกพวกเธอว่า วสละ ( แปลว่า แน่ะ เจ้าคนถ่อย ) นั้นเป็นเพราะในอดีตชาติย้อนหลังไป ๕๐๐ ชาติ ท่านมักกล่าวอย่าง นั้นมาตลอดกาลช้านาน คำนั้นจึงเป็นอุปนิสัยที่ติดตัวท่านมาแต่อดีตชาติ" เห็นไหมครับว่าจิตของคนเรานั้นมหัศจรรย์ขนาดไหน แม้ท่านปิลิทวัจฉะ ผู้เป็น
พระอรหันต์ ยังมีอุปนิสัยเก่าที่สะสมในจิตมาเป็นเรื่องให้เราได้ศึกษากันเลย แล้ว นับประสาอะไรกับเด็กคนที่ก่อเรื่องขึ้น เด็กธรรมดา ๆ แต่สั่งสมความรุนแรงไว้ เพราะการเล่นเกมส์ที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก ๆ อย่าง GTA เกมส์ที่มีแต่การปล้น ฆ่า และข่มขืน เด็กไม่เหมือนกับผู้ใหญ่ ตรงที่วุฒิภาวะ เด็กยังแยกไม่ออกว่า โลกเสมือน จริง กับโลกจริง ๆ นั้น เป็นคนละเรื่อง ในเกมส์ ตายแล้วก็ฟื้น ตายได้หลายหน ตายหมด Game Over ยัง Continue ได้ ถ้าเราฆ่าใครในเกมส์ แล้วย้อนกลับมาเล่น อีก ตัวนั้นก็กลับมาอีก เพราะอย่างนี้เด็ก ๆ จึงเห็นว่าการฆ่าแกงกัน เป็นเรื่องเล่น ตายไปก็กด Continue เดี๋ยวก็ฟื้นขึ้นมาใหม่ แล้วแถมเป้าหมายของเกมส์ยังน่ากลัว อย่างเช่น ต้องฆ่าให้ได้มากที่สุด ต้องขโมยสิ่งของตามใบสั่ง ถ้าทำได้ จะได้เลื่อน Level ตรงกันข้ามกับโลกจริง ๆ ที่ ฆ่าสัตว์แม้แต่มดตัวแดง แมลงตัวน้อย ก็เป็น การผิดศีลแล้ว ไม่ต้องพูดถึงการฆ่าคนเลยด้วยซ้ำ การกำหนดอายุของผู้เล่นนั้นเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ผู้ใหญ่เล่น GTA ยังพอแยกได้
ว่าเป็นเกมส์นะ ไม่ใช่เรื่องจริง แต่เป็นที่รู้ ๆ อยู่ว่า การบังคับใช้กฎ หรือระเบียบใด ๆ ในประเทศเรานั้น ยังไม่สามารถทำได้ ตั้งกฎมาแล้วก็แหกกฎไป จนมีคำกล่าวติด ตลกว่า "กฎมีไว้แหก" อย่าว่าแต่เด็ก ผู้ใหญ่ก็ชอบแหกกฎ ถ้าไม่มีใครแหกกฎ ศาลก็ ไม่ต้องมี ตำรวจก็ไม่ต้องมี จริงหรือไม่ครับ กลับมาที่เรื่องของเรา เด็กเลียนแบบเกมส์นี่ ถ้าจะแก้ต้องช่วยกันทุกฝ่ายครับ จะให้
ครอบครัว โรงเรียน ตำรวจ ฯลฯ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำงานอยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้ ไม่ต้องทำ อะไรที่มากไปกว่าปกติหรอกครับ แค่ทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตนให้ดีก็พอแล้ว พ่อแม่ทำหน้าที่ของพ่อแม่ ๕ อย่าง ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ คือ ห้ามมิให้ทำชั่ว ให้ตั้งอยู่ในความดี ให้ศึกษาศิลปวิทยา หาคู่ครองที่สมควรให้ มอบทรัพย์ให้ในเวลา ที่เหมาะสม ครูมีหน้าที่ ๕ อย่าง แนะนำดี ให้เรียนดี บอกศิลปะให้สิ้นเชิงไม่ปิดบัง อำพราง ยกย่องให้ปรากฏในเพื่อนฝูง ทำความป้องกันในทิศทั้งหลาย ( ช่วยให้ไปที่ ไหนก็ไม่ลำบากเช่น ฝากฝังกับผู้อื่นว่านี่เป็นศิษย์ของตน ) ตำรวจ มีหน้าที่บังคับใช้ กฎหมาย ป้องกัน และปราบปรามผู้กระทำผิด อย่างนี้เป็นต้น พ่อแม่ถ้าทำหน้าที่ไม่ครบ เช่น มอบทรัพย์ให้อย่างเดียว ไม่สอนให้รู้ดี รู้ชั่ว ครูก็สอน
แต่วิชาการอย่างเดียว ไม่แนะนำดี ตำรวจละเว้นไม่จับคนทำผิด ฯลฯ อย่างนี้ เด็ก ๆ ถึงได้มีสภาพอย่างทุกวันนี้ จะไปโทษเด็กไม่ได้ เพราะเด็กเหมือนผ้าขาว รอรับสีย้อม ผู้ใหญ่เหมือนกับผ้าที่ย้อมแล้ว แถมย้อมด้วยสีที่ตกได้ด้วย ผ้าขาว กับ ผ้าสี อยู่ด้วยกัน แน่นอนว่าผ้าสี ต้องทำสีตกใส่ผ้าขาวแน่ ถ้าสีสวย ก็ดีไป แต่ถ้าเป็นสีที่ไม่สวย ผ้าขาว ก็พลอยไม่สวยไปด้วย ผู้ใหญ่ทั้งหลายครับ มาทำให้ตัวเองเป็นผ้าสีสวยกันดีกว่า หรือถ้าให้ดีสุด ๆ ทำตัวให้เป็นผ้าขาว อย่างพระอรหันต์ไปเลยยิ่งดีที่สุด และอย่างที่จั่วหัวไว้ว่า คิดถึงไม้เรียว ไม้เรียว เป็นอุปกรณ์สอนเรื่องกรรม และ ผล
ของกรรม ได้อย่างชนิดที่ทันตาเห็นที่สุด สอนเรื่อง หิริ ความละอายที่จะทำความชั่ว และโอตตัปปะ ความเกรงกลัวผลของบาป ได้อย่างน่าทึ่ง ทำผิดต้องถูกตี ตียิ่งเจ็บ ก็ยิ่งจำ เว้นจากไม้เรียวไป เด็กสมัยนี้สอนเรื่องกฎแห่งกรรมยาก สมัยก่อนเด็ก ๆ ทำผิด ถูกตี ถูกเฆี่ยน จากโรงเรียน กลับไปฟ้องที่บ้าน ต้องถูกที่บ้านซ้ำอีก แต่เดี๋ยว นี้ตีนิดตีหน่อยทางบ้านกลับฟ้องร้องดำเนินคดีกับโรงเรียน คิดแล้วเศร้าแทนคุณครู ถ้านำไม้เรียวกลับมาได้ อะไร ๆ คงดีขึ้น หรือลืมประโยคที่ว่า "ไม้เรียวสร้างคนเป็น
คนดี" กันไปหมดแล้ว บุญรักษาครับ
๑๓ ส.ค. ๕๑ ๑๒.๐๙ น. ชาย ๗ โบสถ์ ไม่คบไม่ได้
ติสท์ ติสท์ ติสท์ แตก อารมณ์ยังไม่บรรเจิด เลยไม่เกิดผลงาน เคยเป็นกันไหม อาการเบื่อ ๆ อยาก ๆ ไม่อยากทำงาน ไม่อยากทำอะไร ทำให้คิดว่าทำแล้วคงออกมาไม่ดี ก็เลยไม่ทำซะเลย อาการอย่างที่ว่านี้เห็นเป็นกันเยอะครับ โดยเฉพาะงานสร้างสรรค์ อย่างเช่น วาดรูป แต่งหนังสือ แต่งเพลง รวม ๆ ก็คือ งานศิลปะทั้งหลาย บางคนเลยตั้งชื่ออาการอย่างนี้ว่า "อารมณ์ศิลปิน" จะสร้างงานศิลปะทั้งทีต้อง รอให้อารมณ์ศิลปินกลั่นตัว ตกตะกอน นอนก้น เสียก่อน ไม่งั้นทำอะไรไม่เป็นเลย บางทีนั่ง ๆ นอน ๆ รอติสท์เข้าสิง จนจะถึงกำหนดส่งงานแล้ว ยังไม่ติสท์สักที ทำไงละทีนี้ เป็นไงเป็นกัน ไม่รอติสท์แล้ว ขืนรอติสท์ มีหวัง ติดเอฟ หรือ มีหวังถูกเจ้านายแหวกอก ถ้ายังต้องเรียน หรือทำงานใต้คำสั่งของผู้อื่นอยู่ แต่ถ้าเป็นศิลปินที่ได้รับการยอมรับแล้ว อย่าง "อาจารย์เฉลิมชัยสวรรค์ อาจารย์ถวัลย์นรก" แล้วละก็ จะติสท์ ๓ ปีหน ก็ยังไหว เพราะงานของท่านชิ้นหนึ่งสามารถทำรายได้พอเลี้ยงชีพได้เป็นปี ๆ แล้วในบ้านเรามีกี่คนที่เป็น อย่างพวกท่าน ไม่ได้ตั้งใจบอกให้ทำงานศิลปะแบบเผา ๆ นะครับ แต่อยากให้แยกแยะก่อน ว่าจะเป็นศิลปิน หรือจะหากิน ถ้า มุ่งมั่นจะเป็นศิลปิน ก็ไม่มีปัญหา แค่ต้องยอมรับให้ได้กับทุกสภาพที่อาจเจอ ไม่ว่าผลงานไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่มีราย ได้ ไม่มีคนชื่นชม หรือ ไส้แห้ง ต้องยอมรับให้ได้เพราะว่าเป็นหนทางที่เราเลือกเดินเอง แล้วก็ค่อยบ่มเพาะ ความ สามารถ ประสบการณ์ สร้างสรรค์ผลงานต่อไป จนประสบความสำเร็จ ไม่แน่ต่อไปอาจได้ยินสมยานามว่า "เฉลิมชัยสวรรค์ ถวัลย์นรก ดิลกผีเปรต" ก็ได้ ถ้าเกิดคนชื่อดิลก ดังเพราะผลงานวาดภาพผีเปรต แต่ทั้งหมดนี้ หมายถึงพวก Fine Art นะครับ ถ้าลองเป็น Commercial Artหรือว่า Act Art [ act art (v., adv. , adj.) = just acting like an artist ] แล้วละก็ มัวแต่ติสท์อยู่ คงจะไม่ทันกาล ไม่ทันกินแน่ ๆ สภาพเศรษฐกิจ ทุกวันนี้เรียกว่า ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม แต่คนเร็วได้ปืน ๒ กระบอกครับ งานการทุกอย่างไม่ให้คั่งค้างไว้เป็นดีที่สุด พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ในมงคลสูตร อันเป็นที่รวมแห่งมงคลของ ชีวิตทั้ง ๓๘ ประการ มีมงคลข้อหนึ่งว่า "อะนากุลา จะ กัมมันตา เอตัมมังคะละมุตตะมัง" แปลว่า "การงานไม่อากูล เป็นมงคลอันสูงสุด" แปลไทยเป็นไทยอีกทีว่า "การงานไม่คั่งค้างเป็นเครื่องนำประโยชน์สุขมาให้อย่างสูงสุด" ไม่ว่างานอะไรก็ตามทั้งทางโลก และทางธรรม ถ้ามีที่ต้องทำแล้วปล่อยให้คั่งค้างไว้ เป็นไม่ดีทั้งนั้น ยิ่งคั่งค้างด้วย ความเกียจคร้านด้วยละก็ยิ่งแย่เลยครับ คนเกียจคร้านดูง่าย ๆ ครับ มีงานอะไรให้ทำมักมีข้ออ้างเสมอ ๆ อ้างอย่าง นู้น อ้างอย่างนี้ ในสมัยพุทธกาล เขาอ้างกัน ๖ ประการคือ อ้างว่า หนาวไป ร้อนไป เย็นแล้ว เช้าอยู่ หิวนัก กระหายนัก เลยยังไม่ทำงาน ล่วงมาสองพันกว่าปี อาจมีข้อ ๗ อ้างว่ายังไม่ติสท์เพิ่มอีกอย่าง ระวังติสท์มาก ๆ จะ "ติสท์แตก" นะครับ บุญรักษาครับ ๗ ส.ค. ๕๑ ๑๔.๒๙ น. บุญ บาป ออนไลน์ บนโลกออนไลน์ สังคมไซเบอร์ ที่นับวันจะมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว โอกาสที่เด็ก เยาวชน จะเข้าถึงอินเตอร์เนท มีสูงมาก บ่อยครั้งที่ได้ท่องเนท ได้พบกับการทำบาป โดยไม่ได้ตั้งใจ หรือ โดยรู้เท่าไม่ถึงการ ด้วยความเข้าใจผิด คิดว่าโลกออนไลน์ ไม่เห็นหน้ากัน เราจะ เขียน จะโพส จะเม้น ( comment ) อย่างไรก็ได้ ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น หรือด้วยคิดว่า ใคร ๆ เขาก็ทำกัน อย่างวันนี้ ( 2 ส.ค. 51 ) หนังสือพิมพ์ลงข่าว เด็กผู้หญิงอายุ 15 ปี ถูกตำรวจจับ เพราะ upload เพลงที่มีเนื่อหาลามก ซึ่งผิด พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ เป็นที่น่าสลดใจอย่างยิ่ง หนูน้อยคนนั้น คงไม่ได้มีความตั้งใจ หรือคิดว่าเป็นความผิดอะไร ใคร ๆ ก็ทำกัน เพลงก็เป็นเพลงที่เปิดกันทั่วไป ( จริง ๆ แล้วเพลงที่ว่า เป็นเพลงที่เคยร้องเล่นกันตั้งแต่สมัยอยู่มหาวิทยาลัย คนแต่งเพลงคงเป็นคนรุ่นใกล้ ๆ กัน คิดถึง เพลงเหล่านั้น จึงจับมาใส่ทำนองซะ )
การพูด ( วจีกรรม ) เป็นการกระทำที่ต้องมีผล ( วิบากกรรม ) การเขียน การโพส การเม้น จัดอยู่ในกรรม ประเภทวจีกรรม หรือการพูดเนื่องจากสามารถสำเร็จการสื่อสาร ส่งข้อความ ได้เหมือนกัน เป็นวจีกรรม ที่สำเร็จด้วยกาย ( กายทวาร ) เช่น พูดคำว่า "ใช่" กับแสดงอาการพยักหน้า ผู้ที่รับสารเข้าใจเป็นอย่างเดียวกัน ดังนั้นจึงเป็นกรรมอย่างเดียวกัน พูดดี กับคน 1 คน ผลคือ คน 1 คน รักเรา ชอบเรา พูดดีกับคน 10 คน ผลก็คือ คน 10 คนรักเรา ชอบเรา พูดดีกับคน 100 คน 1000 คน ทั้งหมดก็รักเรา ชอบเรา ในทางตรงข้าม ถ้าพูดร้ายกับคน 1 คน 10 คน 100 คน 1000 คน ผลก็ออกมาตรงข้าม คือทั้งหมดเกลียดเรา โกรธเรา บนโลกออนไลน์ คำทุกคำที่ "พูด" ด้วยการโพส ด้วยการเม้น ใครจะประมาณได้ว่า จะมีคนอ่านกี่คน 10 คน 100 คน 1000 คน หรือ 10 ล้านคน ลองคิดดูนะครับ ว่าผลที่เกิด จะมากมายมหาศาลขนาดไหน ถ้าโพส หรือ เม้น เป็นเรื่องดี มีประโยชน์ ผลดีก็เกิดมหาศาล แต่ถ้าเป็นเรื่องแย่ ๆ ละ ก็ ไม่อยากคิดถึงผลกรรมที่ผู้โพส ผู้เม้น จะต้องได้รับเลยครับ คิดแล้วสยอง ส่วนหลักตัดสินว่าเรื่องใดควร เรื่องใดไม่ควรนั้น ง่าย ๆ ครับ ยึดหลักตามพระธรรมของพระศาสดาก็ได้ ฝ่ายดี มี วจีสุจริต 4 ได้แก่ การพูดจริง การพูดไพเราะ การพูดให้เกิดความสามัคคี และการพูดที่มีสาระประโยชน์ ฝ่ายชั่ว ครงข้ามกัน เรียกว่า วจีทุจริต 4 มี การพูดปด พูดหยาบคาย พูดส่อเสียดให้เกิดความแตกแยก และการพูดเพ้อเจ้อไร้สาระ ครั้งต่อไปที่จะเขียน จะโพส จะเม้น ละก็ อย่าลืมคิดถึงเรื่องนี้ไว้ด้วยนะครับ บุญรักษาครับ |
|
|