mahaoath's profileนตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
ให้? ไม่ให็? ให้ องค์ที่ ๑ ถึงผู้ให้ รู้จักชูชกไหม ? สุดยอดขอทาน ขอจริง ๆ ขอตะพึด ขอจนรวย จนได้เมียสวยชื่อนาง อมิตดา ชูชกนี่เกิดมาในสมัยที่พระพุทธเจ้าของเรายังเป็นพระโพธิสัตว์ทรงพระนาม ว่าพระเวสสันดรไงละครับ ไม่ทราบว่าจะรู้จักกันหรือไม่ เรื่องราวของพระเวสสันดร ปรากฎอยู่ใน พระเวสสันดรชาดก ในพระไตรปิฏก ส่วนที่กล่าวถึงพระพุทธเจ้าของ เราในชาติต่าง ๆ ก่อนที่จะมาประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ชาติสุดท้าย ถ้าใครไม่รู้จัก พระเวสสันดร หรือ ชูชก ให้ลองไปหาอ่าน หรือว่าจะไปฟังพระเทศน์ ที่เรียกว่า เทศน์ มหาชาติ ช่วงออกพรรษาก็ได้ เรื่องราวมีทั้งหมด ๑๓ ตอน หรือ ๑๓ กัณฑ์ เราพักเรื่อง พระเวสสันดร ไว้ก่อน กลับมาที่ชูชกของเราดีกว่า อย่างที่ว่าไว้ว่าชูชกเป็นสุดยอดขอทาน เพราะเขามีอาชีพขอทาน คือ ขอเป็นอาชีพ ไม่ ทำอย่างอื่นเลย ขออย่างเดียว ขอทาน หรือ ยาจก นี่พวกหนึ่ง ขออย่างเดียว แต่ถ้าเป็น วณิพก ดีกว่าหน่อยมีการลงทุนลงแรง เช่นร้องเพลงหรือว่าเล่นดนตรี ประกอบการขอ เรียกว่าไม่ได้ขอดีกว่า เรียกว่าสร้างสรรค์ผลงานแลกกับทรัพย์เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างไม่ เท่ห์ ก็ เช่นนักดนตรีตาบอดแถวสะพานลอย อย่างเท่ห์ ๆ ก็เช่น นักดนตรีเปิดหมวก แถวถนนข้าวสาร ขอยกเรื่องของวณิพกเสีย เนื่องจากประเด็นของเราคือยาจก หรือ ขอทาน ขอทานอย่างชูชก เป็นบุคคลสำคัญอย่างยิ่งในพระพุทธศาสนา ถ้าไม่มีคนอย่างชูชก ก็ อาจจะไม่มีพระพุทธเจ้า ทำไมถึงว่าอย่างนี้ ? เพราะว่าการที่พระโพธิสัตว์จะตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้าได้นั้น ต้องบำเพ็ญบารมี ๑๐ อย่างให้เต็มที่เสียก่อน จึงจะสามารถตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้า และนำพระพุทธศาสนาให้ปรากฏขึ้นบนโลกนี้ได้ บารมีทั้ง ๑๐ อย่าง คือ ๑ ทานบารมี ๒ ศีลบารมี ๓ เนกขัมมะบารมี ๔ ปัญญาบารมี ๕ วิริยะบารมี ๖ ขันติบารมี ๗ สัจจะบารมี ๘ อธิษฐานบารมี ๙ เมตตาบารมี ๑๐ อุเบกขาบารมี บารมีอย่างแรกสุดเลยคือ ทาน หรือ การให้ ( แต่เป็นอย่างสุดท้ายที่พระโพธิสัตว์บำเพ็ญ จนเต็ม ในชาติที่ทรงเป็นพระเวสสันดรนี่เอง ) ในชาตินี้ก็ได้ชูชกนี่เองที่ขอแหลก ขอ จนถึงแก้วตาดวงใจของพระเวสสันดร คือ กัณหา และ ชาลี ลูกทั้ง ๒ ของพระองค์ พระองค์ทรงตัดใจให้ไปแล้ว ยังมาดุด่า เฆี่ยนตี ต่อหน้าอีก ทำเอาพระโพธิสัตว์ของเรา แทบจะทนไม่ไหวทีเดียว ดีว่าพระองค์ทรงตัดใจได้ทำให้พวกเราได้มีพระพุทธเจ้า มี พระพุทธศาสนา อย่างทุกวันนี้ เห็นไหมครับว่า ถ้าขอทานอย่างชูชกมีประโยชน์ ขอทานทุกวันนี้ก็มีประโยชน์ เพราะ ทาน หรือ การให้ นั้นเป็นการสร้างบุญ สร้างกุศล สร้างบารมี ที่มีความสำคัญ ถ้าไม่มี ผู้ขอ แล้วเราจะให้ใคร การให้นั้นมีปัจจัยอยู่ ๓ อย่าง คือ มีสิ่งที่จะให้ ๑ มีเจตนาจะให้ ๑ มีผู้รับ ๑ ถ้าขาดไปอย่างใดอย่างหนึ่งการให้ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ การให้กับคนธรรมดา ไม่ได้มีคุณพิเศษอะไรเลยอย่างชูชก พระพุทธเจ้าของเราทรงสอนว่าอานิสงส์ของการให้ แก่สัตว์เดรัจฉาน นั้นมีมากมายมหาศาล แต่เทียบได้กับ ๑ ใน ๑๐๐ ของการให้แก่คนผู้ ไม่มีศีล ฉะนั้นเจอะเจอขอทานที่ไหน ให้ไปเถิด อย่าไปคิดมาก ให้แล้วให้เลย อย่าไปคิดว่า เขา จะเอาไปให้ใคร หรือ จะเอาไปทำอะไร การให้คือการละ การสละ ถ้ายังไปยึดอยู่ว่า สิ่ง ที่ให้ไป เป็นของเราอยู่ ก็ไม่ได้ละ ไม่ได้สละ อย่างเต็มที่ เราสร้างบุญ สร้างบารมี ของ เรา ส่วนเขาเอาไปแล้ว จะเอาไปทำอะไร ก็เรื่องของเขา กรรมของเขา อย่างนี้สบายใจ ดีไหมครับ ? องค์ที่ ๒ ถึงผู้ขอ ผู้ขอทั้งหลายทราบหรือไม่ว่า ชูชก ตายเพราะตะกระกินจนท้องแตกตาย รับกรรมเสร็จ มาเกิดพร้อมพระพุทธเจ้าของเรา มาเป็นพระเทวทัต มีความโลภติดตัวมาอยากปกครอง สังฆมณฑลเอง ที่สุดถึงกับจะปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า ดีแต่ว่าก่อนตายสำนึกได้ บูชาพระพุทธเจ้าด้วยกระดูกคาง ก่อนที่จะถูกธรณีสูบมิดหัว ไปเกิดเป็นสัตว์นรกใน อเวจี มีหลาวเหล็กติดไฟทั่วเท่าต้นตาล แทงจากหัวทะลุก้น แทงก้นทะลุหัว แทงขวา ทะลุซ้าย แทงซ้ายทะลุขวา แทงหน้าทะลุหลัง แทงหลังทะลุหน้า ทรมานจนตาย พอลม พัดมาก็ฟื้นมาโดนแทงอีก เป็นอย่างนี้อีกไม่รู้ว่านานเท่าไร รู้แต่ว่า นานแสนนาน กว่า จะได้กลับมาเกิดใหม่ แต่เพราะสำนึกเฮือกสุดท้ายก่อนตายนี่เอง พระพุทธองค์ทรงตรัส ว่าจะได้กลับมาเกิดเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า คือได้ตรัสรู้ธรรม ในอนาคตอันยาวนานข้าง หน้า ถ้ามือดี เท้าดี อย่าดูถูกตัวเองด้วยการเป็นขอทานเลยครับ งานสุจริตยังมีให้ทำอีกเยอะ อย่างน้อย ขวดน้ำขุ่น ๆ กระป๋องเปล่า ๆ กิโลหนึ่งก็หลายบาทอยู่ ทางเลือกยังมีครับ แต่ถ้าถูกบังคับให้มาขอทานละก็ นับว่าเป็นเวรเป็นกรรม เป็นผลของกรรมที่ตามมา ก็แล้วกัน อย่าไปผูกเวรผูกอาฆาต หรือผูกพยาบาท ให้อโหสิกรรมให้หมด และอธิษฐาน ด้วยว่าสิ่งเลว ๆ ขอให้มาในชาตินี้ให้หมด ( ไหน ๆ ก็ลำบากแล้วนี่ ) ชาติต่อ ๆ ไป ให้ เหลือแต่สิ่งดี ๆ จนกว่าจะถึงพระนิพพาน องค์ที่ ๓ ขอทานกับสังคม ทุกประเทศ ไม่ว่าจะเจริญแค่ไหน ก็ต้องมีขอทาน จะมาก จะน้อย แตกต่างกัน เพราะว่า กรรมที่ทำมาในชาติปางก่อน ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้ามองว่าการมีขอทานทำให้ สังคมดูแย่ลง ก็หันมาร่วมมือกัน เรื่องอย่างนี้แก้ฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องแก้หลาย ๆ ฝ่าย ต้อง สร้างความรู้ สร้างงาน สร้างอาชีพ ต้องจัดการกับพวกที่ล่อลวง หรือบังคับคนอื่นมาขอทาน สำคัญมากคือต้องกระจายรายได้ และความเจริญออกจากเมืองใหญ่ ๆ ซะบ้าง ถ้าอยู่บ้าน แล้วไม่อด คงไม่ต้องมาเป็นขอทานในเมืองถูกไหมครับ ( พูดเหมือนง่าย เลยนะ !! ) องค์ที่ ๔ ขอทานกิตติมศักดิ์ ไม่ใช่ใครอื่น พระภิกษุ นี้เอง คำว่า ภิกษุ มาจากคำบาลี ว่า ภิกฺขุ วิเคราะห์รากศัพท์แล้ว แปลได้หลาย ๆ อย่าง อย่างหนึ่งแปลได้ว่า ผู้ขอ ( ภิกฺขติ สีเลนาติ ภิกขุ ผู้ใดย่อมขอเป็นปกติ เหตุนั้น ผู้นั้นชื่อว่าภิกษุ ) เพราะว่าพระต้องขอปัจจัย ๔ จากญาติโยม เพื่อการเลี้ยงชีวิต แต่การขอของพระนั้นขออย่างมีคุณธรรม คือ ไม่ขอ หมายถึง ไม่เอ่ยปากขอ อย่างมากก็ แสดงอาการถือบาตรอย่างสงบอยู่หน้าบ้านใดบ้านหนึ่ง พอให้รู้ว่ามาบิณฑบาตแล้วเท่านั้น ถ้าจำเป็นต้องขอจริง ๆ ก็ขอได้เพียงกับญาติ และบุคคลที่ปวารณา คือ แจ้งให้พระท่าน ทราบล่วงหน้าว่าให้ขอได้ แต่ว่าพระขอแล้ว ไม่ใช่ขอเลย ต้องมีการแลกเปลี่ยน แลกเปลี่ยนด้วยการเรียนธรรม ปฏิบัติ ธรรม และ แสดงธรรม อย่างนี้ถึงจะไม่เป็นโทษเป็นทุกข์กับตนเอง ยิ่งถ้าปฏิบัติก้าวหน้า จนจบกิจ พิชิตมาร ได้นิพพานขึ้นมาละก็ เป็นเนื้อนาบุญที่สุดในโลก คือ ใครทำบุญด้วย แม้เพียงน้อยนิด ก็จะได้รับผลบุญตอบมหาศาลทีเดียว บุญรักษาครับ ๑๔ ส.ค. ๕๑ ๑๕.๑๔ น. ร่วมอภิปรายหัวข้อนี้ได้ที่เว็บบอร์ด http://mahaoath.invisionplus.net GTA vs ไม้เรียวข่าวดังน่าดู กับเด็ก ม.๖ ที่ฆ่าคนขับรถ Taxi สารภาพว่าเลียนแบบมาจากเกมส์
ที่ชื่อว่า GTA (Grand Theft Auto ) ผลก็คือ มีหลาย ๆ ฝ่าย หลาย ๆ หน่วยงาน มี ความเคลื่อนไหวคึกคัก อย่างเช่น ตำรวจ ออกกวาดล้างแผ่น GTA เป็นต้น จิตใจของมนุษย์ เป็นสิ่งที่แปลกประหลาด น่ามหัศจรรย์มาก คุณสมบัติอย่างหนึ่ง
ของจิต คือการสั่งสม การกระทำ หรือ กรรม ที่ทำบ่อย ๆ ทำจนชิน ที่ทางพระเรียก ว่า อาจิณณกรรม อย่างเช่น จอมยุทธทั้งหลาย ที่ฝึกเพลงดาบ เพลงกระบี่ ต้องฝึก บ่อย ๆ ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก หรือ ทหารหน่วยรบพิเศษ ที่ต้องฝึกการต่อสู้ด้วยมือเปล่า ก็ ต้องฝึกซ้ำ ๆ เพื่อให้กระบวนท่า เพลงดาบ ฝังแน่นลงในจิต บางคนก็ใช้สำนวนว่า ความจำในกล้ามเนื้อ เพราะว่าเมื่อต้องนำออกมาใช้ ร่างกายแทบจะเรียกได้ว่า ขยับไปเองโดยไม่ต้องคิด จริง ๆ ไม่ใช่ความจำในกล้ามเนื้อ แต่ว่า เป็นการประทับ รอยลงในจิตของเรานี่เอง จิตของนักสู้ที่สั่งสมกระบวนท่าเพลงดาบต่าง ๆ ไว้อย่าง แน่นหนา เป็นตัวสั่งให้ร่างกายขยับไปตามนั้น การสั่งสมของจิตนั้น เรียกว่าสั่งสมกันข้ามภพ ข้ามชาติ กันเลยทีเดียว อย่างที่เรียก
ว่าอุปนิสัย ซึ่งแม้จะบรรลุธรรมชั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์แล้วก็ตาม ก็ไม่อาจละ อุปนิสัยได้ง่ายนัก เช่น พระปิลินทวัจฉเถระ ท่านมักเรียกใคร ๆ ว่า แน่ะ เจ้าคนถ่อย ไปไหนเจอใครก็เรียกอย่างนั้น จนมีพระภิกษุพากันไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระ พุทธเจ้าเราแทนที่จะทรงติเตียนท่านปิลินทวัจฉะ แต่พระองค์ทรงตรัสว่า "ภิกษุ ทั้งหลาย พวกเธออย่าได้ถือโทษโกรธปิลินทวัจฉะเลย ท่านมิได้มีความโกรธแค้น ในตัวของพวกเธอทั้งหลายเลย แต่ที่ท่านมักเรียกพวกเธอว่า วสละ ( แปลว่า แน่ะ เจ้าคนถ่อย ) นั้นเป็นเพราะในอดีตชาติย้อนหลังไป ๕๐๐ ชาติ ท่านมักกล่าวอย่าง นั้นมาตลอดกาลช้านาน คำนั้นจึงเป็นอุปนิสัยที่ติดตัวท่านมาแต่อดีตชาติ" เห็นไหมครับว่าจิตของคนเรานั้นมหัศจรรย์ขนาดไหน แม้ท่านปิลิทวัจฉะ ผู้เป็น
พระอรหันต์ ยังมีอุปนิสัยเก่าที่สะสมในจิตมาเป็นเรื่องให้เราได้ศึกษากันเลย แล้ว นับประสาอะไรกับเด็กคนที่ก่อเรื่องขึ้น เด็กธรรมดา ๆ แต่สั่งสมความรุนแรงไว้ เพราะการเล่นเกมส์ที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก ๆ อย่าง GTA เกมส์ที่มีแต่การปล้น ฆ่า และข่มขืน เด็กไม่เหมือนกับผู้ใหญ่ ตรงที่วุฒิภาวะ เด็กยังแยกไม่ออกว่า โลกเสมือน จริง กับโลกจริง ๆ นั้น เป็นคนละเรื่อง ในเกมส์ ตายแล้วก็ฟื้น ตายได้หลายหน ตายหมด Game Over ยัง Continue ได้ ถ้าเราฆ่าใครในเกมส์ แล้วย้อนกลับมาเล่น อีก ตัวนั้นก็กลับมาอีก เพราะอย่างนี้เด็ก ๆ จึงเห็นว่าการฆ่าแกงกัน เป็นเรื่องเล่น ตายไปก็กด Continue เดี๋ยวก็ฟื้นขึ้นมาใหม่ แล้วแถมเป้าหมายของเกมส์ยังน่ากลัว อย่างเช่น ต้องฆ่าให้ได้มากที่สุด ต้องขโมยสิ่งของตามใบสั่ง ถ้าทำได้ จะได้เลื่อน Level ตรงกันข้ามกับโลกจริง ๆ ที่ ฆ่าสัตว์แม้แต่มดตัวแดง แมลงตัวน้อย ก็เป็น การผิดศีลแล้ว ไม่ต้องพูดถึงการฆ่าคนเลยด้วยซ้ำ การกำหนดอายุของผู้เล่นนั้นเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ผู้ใหญ่เล่น GTA ยังพอแยกได้
ว่าเป็นเกมส์นะ ไม่ใช่เรื่องจริง แต่เป็นที่รู้ ๆ อยู่ว่า การบังคับใช้กฎ หรือระเบียบใด ๆ ในประเทศเรานั้น ยังไม่สามารถทำได้ ตั้งกฎมาแล้วก็แหกกฎไป จนมีคำกล่าวติด ตลกว่า "กฎมีไว้แหก" อย่าว่าแต่เด็ก ผู้ใหญ่ก็ชอบแหกกฎ ถ้าไม่มีใครแหกกฎ ศาลก็ ไม่ต้องมี ตำรวจก็ไม่ต้องมี จริงหรือไม่ครับ กลับมาที่เรื่องของเรา เด็กเลียนแบบเกมส์นี่ ถ้าจะแก้ต้องช่วยกันทุกฝ่ายครับ จะให้
ครอบครัว โรงเรียน ตำรวจ ฯลฯ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำงานอยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้ ไม่ต้องทำ อะไรที่มากไปกว่าปกติหรอกครับ แค่ทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตนให้ดีก็พอแล้ว พ่อแม่ทำหน้าที่ของพ่อแม่ ๕ อย่าง ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ คือ ห้ามมิให้ทำชั่ว ให้ตั้งอยู่ในความดี ให้ศึกษาศิลปวิทยา หาคู่ครองที่สมควรให้ มอบทรัพย์ให้ในเวลา ที่เหมาะสม ครูมีหน้าที่ ๕ อย่าง แนะนำดี ให้เรียนดี บอกศิลปะให้สิ้นเชิงไม่ปิดบัง อำพราง ยกย่องให้ปรากฏในเพื่อนฝูง ทำความป้องกันในทิศทั้งหลาย ( ช่วยให้ไปที่ ไหนก็ไม่ลำบากเช่น ฝากฝังกับผู้อื่นว่านี่เป็นศิษย์ของตน ) ตำรวจ มีหน้าที่บังคับใช้ กฎหมาย ป้องกัน และปราบปรามผู้กระทำผิด อย่างนี้เป็นต้น พ่อแม่ถ้าทำหน้าที่ไม่ครบ เช่น มอบทรัพย์ให้อย่างเดียว ไม่สอนให้รู้ดี รู้ชั่ว ครูก็สอน
แต่วิชาการอย่างเดียว ไม่แนะนำดี ตำรวจละเว้นไม่จับคนทำผิด ฯลฯ อย่างนี้ เด็ก ๆ ถึงได้มีสภาพอย่างทุกวันนี้ จะไปโทษเด็กไม่ได้ เพราะเด็กเหมือนผ้าขาว รอรับสีย้อม ผู้ใหญ่เหมือนกับผ้าที่ย้อมแล้ว แถมย้อมด้วยสีที่ตกได้ด้วย ผ้าขาว กับ ผ้าสี อยู่ด้วยกัน แน่นอนว่าผ้าสี ต้องทำสีตกใส่ผ้าขาวแน่ ถ้าสีสวย ก็ดีไป แต่ถ้าเป็นสีที่ไม่สวย ผ้าขาว ก็พลอยไม่สวยไปด้วย ผู้ใหญ่ทั้งหลายครับ มาทำให้ตัวเองเป็นผ้าสีสวยกันดีกว่า หรือถ้าให้ดีสุด ๆ ทำตัวให้เป็นผ้าขาว อย่างพระอรหันต์ไปเลยยิ่งดีที่สุด และอย่างที่จั่วหัวไว้ว่า คิดถึงไม้เรียว ไม้เรียว เป็นอุปกรณ์สอนเรื่องกรรม และ ผล
ของกรรม ได้อย่างชนิดที่ทันตาเห็นที่สุด สอนเรื่อง หิริ ความละอายที่จะทำความชั่ว และโอตตัปปะ ความเกรงกลัวผลของบาป ได้อย่างน่าทึ่ง ทำผิดต้องถูกตี ตียิ่งเจ็บ ก็ยิ่งจำ เว้นจากไม้เรียวไป เด็กสมัยนี้สอนเรื่องกฎแห่งกรรมยาก สมัยก่อนเด็ก ๆ ทำผิด ถูกตี ถูกเฆี่ยน จากโรงเรียน กลับไปฟ้องที่บ้าน ต้องถูกที่บ้านซ้ำอีก แต่เดี๋ยว นี้ตีนิดตีหน่อยทางบ้านกลับฟ้องร้องดำเนินคดีกับโรงเรียน คิดแล้วเศร้าแทนคุณครู ถ้านำไม้เรียวกลับมาได้ อะไร ๆ คงดีขึ้น หรือลืมประโยคที่ว่า "ไม้เรียวสร้างคนเป็น
คนดี" กันไปหมดแล้ว บุญรักษาครับ
๑๓ ส.ค. ๕๑ ๑๒.๐๙ น. ชาย ๗ โบสถ์ ไม่คบไม่ได้
ติสท์ ติสท์ ติสท์ แตก อารมณ์ยังไม่บรรเจิด เลยไม่เกิดผลงาน เคยเป็นกันไหม อาการเบื่อ ๆ อยาก ๆ ไม่อยากทำงาน ไม่อยากทำอะไร ทำให้คิดว่าทำแล้วคงออกมาไม่ดี ก็เลยไม่ทำซะเลย อาการอย่างที่ว่านี้เห็นเป็นกันเยอะครับ โดยเฉพาะงานสร้างสรรค์ อย่างเช่น วาดรูป แต่งหนังสือ แต่งเพลง รวม ๆ ก็คือ งานศิลปะทั้งหลาย บางคนเลยตั้งชื่ออาการอย่างนี้ว่า "อารมณ์ศิลปิน" จะสร้างงานศิลปะทั้งทีต้อง รอให้อารมณ์ศิลปินกลั่นตัว ตกตะกอน นอนก้น เสียก่อน ไม่งั้นทำอะไรไม่เป็นเลย บางทีนั่ง ๆ นอน ๆ รอติสท์เข้าสิง จนจะถึงกำหนดส่งงานแล้ว ยังไม่ติสท์สักที ทำไงละทีนี้ เป็นไงเป็นกัน ไม่รอติสท์แล้ว ขืนรอติสท์ มีหวัง ติดเอฟ หรือ มีหวังถูกเจ้านายแหวกอก ถ้ายังต้องเรียน หรือทำงานใต้คำสั่งของผู้อื่นอยู่ แต่ถ้าเป็นศิลปินที่ได้รับการยอมรับแล้ว อย่าง "อาจารย์เฉลิมชัยสวรรค์ อาจารย์ถวัลย์นรก" แล้วละก็ จะติสท์ ๓ ปีหน ก็ยังไหว เพราะงานของท่านชิ้นหนึ่งสามารถทำรายได้พอเลี้ยงชีพได้เป็นปี ๆ แล้วในบ้านเรามีกี่คนที่เป็น อย่างพวกท่าน ไม่ได้ตั้งใจบอกให้ทำงานศิลปะแบบเผา ๆ นะครับ แต่อยากให้แยกแยะก่อน ว่าจะเป็นศิลปิน หรือจะหากิน ถ้า มุ่งมั่นจะเป็นศิลปิน ก็ไม่มีปัญหา แค่ต้องยอมรับให้ได้กับทุกสภาพที่อาจเจอ ไม่ว่าผลงานไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่มีราย ได้ ไม่มีคนชื่นชม หรือ ไส้แห้ง ต้องยอมรับให้ได้เพราะว่าเป็นหนทางที่เราเลือกเดินเอง แล้วก็ค่อยบ่มเพาะ ความ สามารถ ประสบการณ์ สร้างสรรค์ผลงานต่อไป จนประสบความสำเร็จ ไม่แน่ต่อไปอาจได้ยินสมยานามว่า "เฉลิมชัยสวรรค์ ถวัลย์นรก ดิลกผีเปรต" ก็ได้ ถ้าเกิดคนชื่อดิลก ดังเพราะผลงานวาดภาพผีเปรต แต่ทั้งหมดนี้ หมายถึงพวก Fine Art นะครับ ถ้าลองเป็น Commercial Artหรือว่า Act Art [ act art (v., adv. , adj.) = just acting like an artist ] แล้วละก็ มัวแต่ติสท์อยู่ คงจะไม่ทันกาล ไม่ทันกินแน่ ๆ สภาพเศรษฐกิจ ทุกวันนี้เรียกว่า ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม แต่คนเร็วได้ปืน ๒ กระบอกครับ งานการทุกอย่างไม่ให้คั่งค้างไว้เป็นดีที่สุด พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ในมงคลสูตร อันเป็นที่รวมแห่งมงคลของ ชีวิตทั้ง ๓๘ ประการ มีมงคลข้อหนึ่งว่า "อะนากุลา จะ กัมมันตา เอตัมมังคะละมุตตะมัง" แปลว่า "การงานไม่อากูล เป็นมงคลอันสูงสุด" แปลไทยเป็นไทยอีกทีว่า "การงานไม่คั่งค้างเป็นเครื่องนำประโยชน์สุขมาให้อย่างสูงสุด" ไม่ว่างานอะไรก็ตามทั้งทางโลก และทางธรรม ถ้ามีที่ต้องทำแล้วปล่อยให้คั่งค้างไว้ เป็นไม่ดีทั้งนั้น ยิ่งคั่งค้างด้วย ความเกียจคร้านด้วยละก็ยิ่งแย่เลยครับ คนเกียจคร้านดูง่าย ๆ ครับ มีงานอะไรให้ทำมักมีข้ออ้างเสมอ ๆ อ้างอย่าง นู้น อ้างอย่างนี้ ในสมัยพุทธกาล เขาอ้างกัน ๖ ประการคือ อ้างว่า หนาวไป ร้อนไป เย็นแล้ว เช้าอยู่ หิวนัก กระหายนัก เลยยังไม่ทำงาน ล่วงมาสองพันกว่าปี อาจมีข้อ ๗ อ้างว่ายังไม่ติสท์เพิ่มอีกอย่าง ระวังติสท์มาก ๆ จะ "ติสท์แตก" นะครับ บุญรักษาครับ ๗ ส.ค. ๕๑ ๑๔.๒๙ น. บุญ บาป ออนไลน์ บนโลกออนไลน์ สังคมไซเบอร์ ที่นับวันจะมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว โอกาสที่เด็ก เยาวชน จะเข้าถึงอินเตอร์เนท มีสูงมาก บ่อยครั้งที่ได้ท่องเนท ได้พบกับการทำบาป โดยไม่ได้ตั้งใจ หรือ โดยรู้เท่าไม่ถึงการ ด้วยความเข้าใจผิด คิดว่าโลกออนไลน์ ไม่เห็นหน้ากัน เราจะ เขียน จะโพส จะเม้น ( comment ) อย่างไรก็ได้ ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น หรือด้วยคิดว่า ใคร ๆ เขาก็ทำกัน อย่างวันนี้ ( 2 ส.ค. 51 ) หนังสือพิมพ์ลงข่าว เด็กผู้หญิงอายุ 15 ปี ถูกตำรวจจับ เพราะ upload เพลงที่มีเนื่อหาลามก ซึ่งผิด พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ เป็นที่น่าสลดใจอย่างยิ่ง หนูน้อยคนนั้น คงไม่ได้มีความตั้งใจ หรือคิดว่าเป็นความผิดอะไร ใคร ๆ ก็ทำกัน เพลงก็เป็นเพลงที่เปิดกันทั่วไป ( จริง ๆ แล้วเพลงที่ว่า เป็นเพลงที่เคยร้องเล่นกันตั้งแต่สมัยอยู่มหาวิทยาลัย คนแต่งเพลงคงเป็นคนรุ่นใกล้ ๆ กัน คิดถึง เพลงเหล่านั้น จึงจับมาใส่ทำนองซะ )
การพูด ( วจีกรรม ) เป็นการกระทำที่ต้องมีผล ( วิบากกรรม ) การเขียน การโพส การเม้น จัดอยู่ในกรรม ประเภทวจีกรรม หรือการพูดเนื่องจากสามารถสำเร็จการสื่อสาร ส่งข้อความ ได้เหมือนกัน เป็นวจีกรรม ที่สำเร็จด้วยกาย ( กายทวาร ) เช่น พูดคำว่า "ใช่" กับแสดงอาการพยักหน้า ผู้ที่รับสารเข้าใจเป็นอย่างเดียวกัน ดังนั้นจึงเป็นกรรมอย่างเดียวกัน พูดดี กับคน 1 คน ผลคือ คน 1 คน รักเรา ชอบเรา พูดดีกับคน 10 คน ผลก็คือ คน 10 คนรักเรา ชอบเรา พูดดีกับคน 100 คน 1000 คน ทั้งหมดก็รักเรา ชอบเรา ในทางตรงข้าม ถ้าพูดร้ายกับคน 1 คน 10 คน 100 คน 1000 คน ผลก็ออกมาตรงข้าม คือทั้งหมดเกลียดเรา โกรธเรา บนโลกออนไลน์ คำทุกคำที่ "พูด" ด้วยการโพส ด้วยการเม้น ใครจะประมาณได้ว่า จะมีคนอ่านกี่คน 10 คน 100 คน 1000 คน หรือ 10 ล้านคน ลองคิดดูนะครับ ว่าผลที่เกิด จะมากมายมหาศาลขนาดไหน ถ้าโพส หรือ เม้น เป็นเรื่องดี มีประโยชน์ ผลดีก็เกิดมหาศาล แต่ถ้าเป็นเรื่องแย่ ๆ ละ ก็ ไม่อยากคิดถึงผลกรรมที่ผู้โพส ผู้เม้น จะต้องได้รับเลยครับ คิดแล้วสยอง ส่วนหลักตัดสินว่าเรื่องใดควร เรื่องใดไม่ควรนั้น ง่าย ๆ ครับ ยึดหลักตามพระธรรมของพระศาสดาก็ได้ ฝ่ายดี มี วจีสุจริต 4 ได้แก่ การพูดจริง การพูดไพเราะ การพูดให้เกิดความสามัคคี และการพูดที่มีสาระประโยชน์ ฝ่ายชั่ว ครงข้ามกัน เรียกว่า วจีทุจริต 4 มี การพูดปด พูดหยาบคาย พูดส่อเสียดให้เกิดความแตกแยก และการพูดเพ้อเจ้อไร้สาระ ครั้งต่อไปที่จะเขียน จะโพส จะเม้น ละก็ อย่าลืมคิดถึงเรื่องนี้ไว้ด้วยนะครับ บุญรักษาครับ บริการทางเพศ ไม่ซื้อ (ก็) ไม่ขาย อีก ๑ คำถามจากท่าน ผ.ศ.สุวิดา ภาควิชาสังคมศาสตร์ ม.ศิลปากร ถามว่า ธรรมะอะไรใช้ในการแก้ปัญหาโสเภณี หญิง-ชาย อาชีพโสเภณี หรือ การขายบริการทางเพศ ท่านว่าเป็นอาชีพที่เก่าแก่ มีมานมนานแล้ว แม้ในสมัยพระพุทธกาล เองก็มี โสเภณี ที่แปลตามสำนวนนักเรียนบาลีว่า หญิงงามนคร หรือ หญิงงามเมือง ในสมัยนั้น เป็นอาชีพที่ไม่ได้เป็นกันง่าย ๆ เพราะ ต้องได้รับการแต่งตั้งจากพระราชาทีเดียว แถมผู้ที่เป็นหญิงงามเมืองในสมัยนั้น ยังสามารถบรรลุคุณธรรมชั้นสูง เช่น นางสิริมา โสเภณีที่ได้ธรรมจักษุ บรรลุเป็นพระโสดาบัน
ลองมาคิดกันดูเรื่องการแก้ปัญหารการขายบริการทางเพศ ด้วยหลัก เศรษฐศาสตร์พื้น ๆ สมมติว่าเราต้องการขายของสักอย่าง เราจะขายอะไร แน่นอนว่าเราต้องขายสิ่งที่คนอื่น ต้องการซื้อ ถ้าไม่มีความต้องการซื้อแล้วละก็ ของที่นำมาขาย ขายไม่ได้ คงต้องเลิกรากันไป หันไปทำอย่างอื่น ใช่ไหมครับ ด้วยทฤษฎีง่าย ๆ นี้ แทนที่เราจะหาธรรมะ มาแก้ปัญหาผู้ขาย เราลองมาแก้ปัญหาด้วยการลดผู้ซื้อกันดูดีกว่า ที่มีผู้ซื้อบริการทางเพศอยู่ทุกวันนี้ เนื่องจากต้องการ รูป เสียง กลิ่น รส การถูกต้อง อย่างที่ตนเองคิดว่าดี มีความสุข แต่ก็เป็นความสุขแบบหลอก ๆ ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว ไม่ยั่งยืน แถมมีโทษมากอีกด้วย
การซื้อบริการทางเพศเป็นอันผิดศีลข้อนี้หรือไม่ ในศีลข้อที่ ๓ ของศีล ๕ ห้ามมิให้มีการล่วงละเมิดในคู่ครองของคนอื่น หรือผู้อยู่ในความปกครองของผู้อื่น อย่างเช่น ภรรยาหรือ สามี ผู้อื่น ลูกในความดูแลปกครองของพ่อแม่ หรือว่าหญิงผู้มีอาชญา คือ พระราชากำหนดโทษผู้ที่ละเมิดต่อหญิงนั้นไว้ ในสมัยนางสิริมานั้น โสเภณี อย่างนางสิริมา ได้รับการอนุญาตอย่างถูกต้อง ดังนั้น ผู้ที่ซื้อบริการจากนางจึงไม่ผิดในเรื่องการละเมิด แต่ปัจจุบัน โสเภณี ไม่ใช่อาชีพที่ได้รับอนุญาต มีการกำหนดโทษผู้ขาย และผู้ซื้อบริการไว้อย่างชัดเจน ดังนั้น ถือได้ว่าการซื้อบริการทางเพศ เป็นการละเมิดศีลข้อที่ ๓ เต็ม ๆ ยิ่ง เป็นหญิง หรือ ชาย ที่ถูกล่อลวง ถูกบังคับ ให้ขายบริการด้วยแล้ว ยิ่งแน่นอนว่าผิดแน่
ทีนี้ว่า ผิดศีลข้อ ๓ มีโทษอย่างไร โทษไม่ใช่น้อยเลยครับ โทษมากมาย แบ่งเป็น
๑ ปัจจุบันภพ เสียเงิน ซื้อของเสียเงินยังได้ของ แต่นี่เสียเงินไปเปล่า ๆ สนุกแค่แว๊บเดียว พอถึงวันจ่ายบัตรเครดิตก็หน้ามืด จ่ายขั้นต่ำอีกแล้ว เสียสุขภาพ โรคประหลาด มากมายครับสมัยนี้ หรือปลอดโรค ก็ยังเสียสุขภาพอยู่ดี เช่น ไปเที่ยวกลางคืน ก็เสียเวลานอน ไม่มีเวลาพักผ่อน เสียชื่อเสียง เคยเห็นข่าวนักการเมืองต้องลาออกจากตำแหน่งเพราะความแตกเรื่องเที่ยวโสเภณีไหมละครับ เสียครอบครัว ทางบ้านรู้เข้าบ้านแตกแน่ ฯลฯ
๒ ภพหน้า ไปเกิดเป็นสัตว์นรก ต้องปีนต้นงิ้ว มีหนามแหลม ปีนช้าก็ถูกยมบาลเอาหอกไล่แทง ปีนถึงยอด มีกาปากเหล็กคอยต้อนรับอยู่ แถมตกมายังมีสุนัขไล่งับอีก แค่นี้ก็ตายแล้ว ตายทรมานด้วย แต่ยังก่อน ไม่ใช่เท่านั้น สัตว์นรกอยู่ได้ด้วยกรรม ถ้ากรรมยังไม่หมด แค่ลมพัด ก็ฟื้นมาปีนกันต่ออีก
๓ ภพถัดไป หลังจากหมดกรรมในนรก ก็เป็นหน้าที่ของเศษกรรม ลักษณะการสมสู่โดยไม่สนใจเรื่องคู่เขา เมียใคร เป็นลักษณะของสัตว์เดรัจฉาน พวกนี้มันไม่สนใจหรอกครับ จะพ่อ แม่ พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา มันสมสู่ได้หมด เพราะมันไม่สามารถแยกแยะได้ ทำไปตามสัญชาตญาณเท่านั้น เหมือนกันนักเที่ยวนั่นเอง ปล่อยให้สัญชาตญาณ นำหน้า เอาความรู้ผิดรู้ถูกไปไว้ไหนหมด เมื่อเหมือนกันอย่างนี้ ก็เป็นที่เชื่อได้เลยว่า หลังจากหมดกรรมใหญ่ในนรกแล้ว เศษกรรม ต้องนำมาเกิด เป็นสัตว์เดรัจฉานแน่ ดังธรรมภาษิตว่า " กัมมะโยนิ เรามีกรรมเป็นกำเนิด กัมมะพันธุ เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์"
๔ ภพถัด ๆ ไปอีก ไม่รู้ว่าอีกกี่ภพที่จะพ้นจากความเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่เมื่อถึงพบที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ละก็ ขั้นแรก ต้องเกิดเป็นหญิง ๕๐๐ ชาติ ก่อน ผู้อ่านที่เป็นหญิง อาจติงว่า อ้าว เป็นหญิงมันผิดตรงไหน ไม่ผิดหรอกครับ แถมสังเกตดู ผู้หญิงยังขยันทำความดีกว่าผู้ชายด้วยซ้ำไป แต่ว่าเป็นหญิงแย่กว่าตรงที่ ต้องได้รับความทุกข์ทรมานมากกว่าผู้ชาย อย่างน้อยก็ ๒ เรื่อง คือ ความทรมาน จากการมีรอบเดือน คงไม่ต้องบอกนะครับว่าทรมานแค่ไหน กัน ความทรมานจากการตั้งครรภ์ ผู้ชายที่มีภรรยาแล้วลองถามเธอดูนะครับ ว่าเป็นไงบ้าง หรือเด็ก ๆ ลองถามคุณแม่ดูก็ได้ หลังจากที่เป็นหญิง ๕๐๐ ชาติ ได้โอกาสกลับมาเป็นชาย ต้องประสบเหตุให้ถูกตอน ๗ ชาติ อ่านข่าวประเภทโดนภรรยาเจี๋ยน ยังไม่ชัดเจนว่ากรรมเก่า หรือกรรมใหม่ส่งผล แต่ถ้าประเภท ประสบอุบัติเหตุ ต้องตัดส่วนนั้นทิ้ง นี่ชัดเจนมาก สำนวนบาลีท่านว่า " ถูกถอนขึ้นซึ่งพืช " ครับ
นี่แค่คร่าวเท่านั้นนะครับ ยังไม่แจงละเอียดยิบ แค่นี้ก็แหยง ไม่กล้าผิดศีลข้อกาเม ฯ แล้ว จริง ๆ ปัญหาสังคมทุกอย่าง จะไม่มีถ้าทุกคนในสังคมรักษาศีล ๕ ถึงขนาดที่ว่า กฎหมาย กลายเป็นสิ่งเกินความจำเป็นสำหรับสังคมนั้น ๆ ทีเดียว ปัญหาจริง ๆ ความก้าวหน้าทางวัตถุ และการรับเอาวัฒนธรรมของต่างประเทศมาใช้โดยไม่พิจารณาให้รอบคอบ ทำให้ห่างวัดกันไปทุกที วันพระมีโยมมาทำบุญ ฟังธรรม ไม่เท่าไร เพราะติดงาน วันพระไม่ตรงกับวันหยุด จริง ๆ ก็เราเอง ที่เอาวันหยุด หนีวันพระ สมัยโบราณเขาหยุดกันวันโกนวันพระ เดี๋ยวนี้หยุดกัน เสาร์อาทิตย์ เอาอย่างประเทศอื่นเขา ก็ว่ากันไป....
ท้าย ๆ นอกเรื่องหน่อย ถือว่าเป็นของแถมครับ
สาธุ บุญรักษาครับ
ธรรมะชนะเด็กแว้น ได้รับคำถามหนักอึ้งทาง e-mail จากท่าน ผ.ศ. สุวิดา ธรรมมณีวงศ์ ภาควิชาสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ท่านถามถึง ธรรมะ ที่จะแก้ปัญหาวัยรุ่นที่ชอบซิ่งรถมอเตอร์ไซค์ ถามสั้น ๆ แค่นี้เท่านั้นเอง แต่ผู้ถูกถามถึงกับอึ้งไปเลย หลังจากอึ้งซักพัก เริ่มทบทวนธรรมต่าง ๆ ที่ได้ศึกษามา ปรากฏว่า ธรรมทุกข้อของพระศาสดา สามารถนำมาใช้ได้หมด ตั้งแต่พื้นฐาน อย่างเรื่องของทานนถึง เรื่องมรรค ผล นิพพาน พระธรรมของพระศาสดานั้น น่าทึ่งมาก ๆ เรียกว่าตอบปัญหา แก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง ถ้าใส่ใจศึกษา และปฏิบัติตาม ดังนั้นเรื่องว่าจะเอาธรรมอะไรชนะเด็กแว้น ไม่ใช่เรื่องสำคัญ สำคัญที่จะเอาธรรมะให้พวกเขาอย่างไร มากกว่าครับ ฝากไว้เป็นการบ้านแล้วกัน ความเห็นเรื่องการห้ามกราบไหว้พระพุทธรูปความเห็นส่วนตัวในเรื่องที่มีวัดแห่งหนึ่ง ห้ามกราบไหว้พระพุทธรูปนั้น
ถ้าพิจารณาตามหลักคำสอนของพระพุทธองค์ ก็สามารถมองได้หลายมุม เท่าที่พอนึกได้เช่น 1 ในเรื่องของการไม่ยึดติดกับวัตถุ สิ่งของ ในลักษณะที่ เอาพระพุทธรูปเป็น ที่อ้อนวอน เช่น หลาย ๆ คน มีความเชื่อว่า พระพุทธรูป ต้องวัดโน้น วัดนี้ ถึงจะศักดิ์สิทธิ์ แต่พระพุทธรูปพลาสติกองค์ละ ไม่ถึงร้อย ไม่ศักดิ์สิทธิ์ อย่างนี้เป็นการยึดติด หรือ การทำให้พระพุทธเจ้าเราเป็นเหมือนกันกับ เทพเจ้าของศาสนาที่มีลักษณะอ้อนวอนขอ ฉะนั้นการกราบไหว้ในลักษณะนี้ ไม่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา 2 การกราบไหว้ในลักษณะน้อมระลึกถึง พระคุณ ของพระพุทธองค์ ในกรณีที่ยกพระพุทธรูป เป็น อุเทสิกเจดีย์ แทนพระคุณทั้ง 3 คือ พระมหากรุณาธิคุณ พระปัญญาคุณ และ พระวิสุทธิคุณ หรือใน ลักษณะที่เป็นเครื่องเพิ่มกำลังใจในการประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย อย่างนี้ นับว่าเป็นการสมควรอย่างยิ่งในการกราบไหว้บูชา ทีนี้มาว่ากันเรื่องของวัดดังกล่าว เข้าใจเองว่า เจตนาของท่านเจ้าอาวาส
คงจะห้ามเฉพาะการกราบไหว้ประเภทที่ 1 เท่านั้น แต่ไม่ได้ห้ามการบูชา ในประเภทที่ 2 เพียงแต่ว่าลักษณะ หรือ ทักษะ ในการสื่อสาร อาจจะดู "แรง" ไปสักนิดหนึ่ง ทำให้หลาย ๆ คนไม่เข้าใจ ไม่พอใจ ความผิดพลาด ประการใดของพระสงฆ์ ก็ดี ของคนอื่น ๆ ก็ดี อย่าเอามาเป็นโทษแก่เราเลย ครับ เคยพบท่านผู้พิพากษาท่านหนึ่ง ท่านเรียนทั้งพระอภิธรรม ทั้งปริญญาโท ด้านพระพุทธศาสนา ท่านกล่าวว่า " ผมเห็นพระทำผิดพระธรรมวินัย ผมยังไม่ กล้าว่าพระ เพราะว่าผมไม่ต้องการทำโทษของพระรูปนั้นมาเป็นของตัว ท่านทำผิด เป็นอาบัติ ท่านก็ต้องได้รับผลกรรมเองอยู่แล้ว ถ้าผมไปว่าท่าน เท่ากับว่า ผมทำวจีทุจริต ต้องได้รับผลกรรม ผมไม่กล้าหรอก " ....ทั้งหมดนี้คือความเห็นส่วนตัวครับ
ฝากกลอนไว้บทหนึ่ง เกี่ยวกับการไหว้พระพุทธรูปให้ได้ประโยชน์ มัคคนายก
ที่วัดสมเด็จดอยน้อย จังหวัดเชียงใหม่ จะท่องทุกครั้ง ในขณะที่เจ้าภาพจุดธูปเทียน ![]() ห้ามกราบไหว้พระพุทธรูปพบวัดพิลึก ห้ามไหว้พุทธรูป
[ไทยรัฐ 26 ก.ค. 51 - 03:44]
เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ภายหลัง นสพ.ไทยรัฐ
ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนที่ไปทำบุญที่วัดสามแยก บ้านห้วยยางทอง ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ว่า ทางวัดห้ามชาวบ้านกราบไหว้ พระพุทธรูป แถมยังติดป้ายข้อความไว้หน้าองค์พระอย่างไม่เหมาะสม กลายเป็นที่ฮือฮาของชาวบ้านทั้งในและพื้นที่ใกล้เคียง จ.เพชรบูรณ์ ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง
พบเป็นวัดอยู่ห่างจากตัวเมืองเพชรบูรณ์ประมาณ 150 กม. ทางเข้าวัดเป็นลูกรังขรุขระ ระยะทางกว่า 13 กม. ด้านหน้าวัดมีป้ายขนาดใหญ่เขียนแจ้งให้ผู้ที่เข้ามาภายในเขตวัดอ่าน และปฏิบัติตามกฎของวัดอย่างเคร่งครัดหลายสิบข้อ ก่อนเข้าวัดมีเหล็กกั้นขวางทางเข้า-ออก ลักษณะเป็นเหล็กแป๊บยาวที่ใช้กั้นทางเข้าเขตหวงห้ามทั่วไป ภายในวัดมีโรงธารขนาดใหญ่ ศาลาการเปรียญสองชั้น 1 หลัง
ในศาลามีกล้องวงจรปิดติดตั้งไว้จับภาพผู้ที่เข้ามาภายในวัด บริเวณด้านหลังวัดมีกุฏิพระหลังเล็กๆอยู่ล้อมรอบหลายหลัง แต่ไม่มีโบสถ์วิหารเหมือนวัดทั่วไป รวมทั้งห้ามถ่ายภาพนิ่งภายในเขตวัดและบริเวณสงฆ์ ส่วนหน้าศาลาการเปรียญมีป้ายข้อความเขียนอย่างเด่นชัดว่า “ตามที่ข้าฯสอนคำพุทธองค์ยังพึ่งมนต์ การปลุกเสกเครื่องรางฯ รูปเคารพ ถ้าอยากฟัง สิ่งที่ข้าฯพูดให้ได้ประโยชน์ ควรนำสิ่งเหล่านั้นออกให้พ้นจากความคิด แล้วมาฟังถามปัญหากับข้าฯ ใครทำไม่ได้อย่ามา เสียเวลาเหนื่อยเปล่าๆ ทั้งคนพูดและคนฟัง ขอยืนยันคำพุทธแท้ท่านไม่ให้พึ่งสิ่งเหล่านั้น ใครพึ่งถือว่าเป็นชาวพุทธสกปรก” ลงชื่อ พระเกษม อาจิณณสีโล อีกป้ายมีข้อความว่า “เมื่อข้าฯเทศน์ให้ผู้พึ่งมนต์ เครื่องรางของขลังฟัง ข้าฯเหนื่อย หงุดหงิด ไม่สบายใจ รู้สึกไม่ดี เมื่อไม่พึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างแท้จริง ไม่ต้องมาฟังข้าฯเทศน์ ข้าฯเหนื่อยโดยเปล่าประโยชน์ เพราะผู้มีเครื่องรางของขลัง ของอย่างนี้ฟังไม่เข้าใจ” นอกจากนี้ ในศาลาการเปรียญยังมีข้อความคำสอน
ที่อ้างอิงจากพระไตรปิฎกติดไว้ตามเสาศาลาการเปรียญจำนวนมาก และพบพระพุทธรูปทองเหลืองคล้ายพระพุทธชินราช สูงประมาณ 150 ซม. หน้าตักกว้าง 90 ซม. ตั้งอยู่บนแท่นมีป้ายข้อความ 2 แผ่นวางไว้หน้าองค์พระ ป้ายแรกวางระบุว่า
“ห้ามนำดอกไม้และเครื่องบูชามาวางไว้บริเวณนี้” ส่วนอีกป้ายวางไว้ตรงฐานพระเขียนว่า “ทองเหลืองหล่อนี้ ไม่ใช่พุทธเจ้าแน่ ไม่ต้องกราบมัน” สอบถามทราบว่า เจ้าอาวาสวัดนี้ชื่อ พระเกษม อาจิณณสีโล อายุ 48 ปี ถึงเหตุผลที่ต้องปิดป้ายห้ามกราบไหว้พระพุทธรูป จนกลายเป็นเรื่องฮือฮาในหมู่ชาวพุทธ ได้รับการชี้แจงว่า หากใครไม่ยินดีที่จะรับฟังคำสอนก็ไม่จำเป็นต้องเดินทางมา เพราะวัดนี้ได้ยึดตามแนวพระไตรปิฎกทั้งสิ้น โดยไม่ยึดถือตำราใดๆ และการมีวัตถุมงคลนั้นถือเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงแก่น ของพระพุทธศาสนา หากผู้ใดไม่นำสิ่งของวัตถุมงคลทั้งพระพุทธรูป ตะกรุด พระห้อยคอต่างๆออกจากตัวและบ้านพักเคหสถานแล้ว ก็ไม่ต้องเข้ามาที่วัดแห่งนี้ เพราะที่วัดสอนอย่างมีหลักการและเหตุผล สำหรับคนที่เปิดประตูรับเท่านั้น และจะต้องไม่ติดยึดกับวัตถุมงคลเพราะเป็นพุทธพาณิชย์ พระเกษมยังกล่าวอีกด้วยว่า การสอนธรรมะก็เช่นกัน ในพระไตรปิฎกได้บัญญัติไว้ว่าให้สอนธรรมะด้วยภาษาท้องถิ่น การสวดเป็นภาษาบาลีให้คนไทยฟังโดยไม่มีความเข้าใจในความหมายนั้น จะไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ก่อนหน้านั้นผู้ที่มีความรู้หรือการศึกษาระดับสูงเคยเข้ามาที่วัดครั้งแรก ก็ไม่เข้าใจในแนวทางนี้ แต่เมื่อได้รับหนังสือของวัดไปศึกษาก็บังเกิดความเข้าใจ และกลับไปนำพระพุทธรูปออกจากบ้าน นำพระเครื่องออกจากคอ และหันกลับมาศึกษาในพระไตรปิฎกซึ่งเป็นแก่นแท้ ของพุทธศาสนาอย่างแท้จริง “อาตมาไม่ได้มุ่งหวังจะให้ทุกคนต้องเข้ามาตามแนวทางนี้
หากมา 10 คนสามารถเข้าถึง 1 คน หรือหากมา 100 เข้าถึง 5 คน ก็ไม่เป็นไร ได้เท่าไรก็เท่านั้นเพราะขึ้นอยู่กับการเปิดรับของแต่ละบุคคล แม้มีเพียง 5 คนที่เข้าใจก็จะสอนให้ เท่านั้น” พระเกษมกล่าว จากการสอบถามลูกศิษย์คนหนึ่งของพระเกษม กล่าวว่า คำสอนของพระเกษมไม่ให้ติดยึดกับเครื่องรางของขลัง ก่อนหน้านั้นที่บ้านของตนมีพระพุทธรูป และพระเครื่องที่ได้มาจากบรรพบุรุษ แต่พอได้ฟังธรรมจากพระเกษมที่สอนว่าในพระไตรปิฎก ไม่ได้กล่าวถึงการสร้างวัตถุมงคล หรือพระพุทธรูป ถือเป็นสิ่งงมงายกับวัตถุที่อุปโลกน์กันขึ้นมา แถมยังทำให้จิตใจผูกติดอยู่กับสิ่งนั้น ไม่เข้าใจถึงแก่นของพระธรรม คำสอนของพุทธเจ้าได้ พระอาจารย์สอนว่า ที่ผ่านมาเราเชื่อและกราบไหว้พระพุทธรูป
ก่อนตายให้นึกถึงคุณพระเอาไว้ ทำให้จิตของคนที่กำลังจะตายติดอยู่ในพระพุทธรูปองค์แล้ว เราก็นำมา กราบไหว้โดยที่ไม่รู้ว่ากำลังไหว้วิญญาณของคนที่ตายไป ที่ถูกควรระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ใช่มายึดถือกราบไหว้พระพุทธรูป ลูกศิษย์พระเกษมกล่าวอีกว่า วัดสามแยกเคยได้รับบริจาคพระพุทธรูป วัตถุมงคลจำนวนมาก หลังรับมาแล้ว พระอาจารย์จะขุดหลุม นำพระพุทธรูปและวัตถุมงคลต่างๆวางในหลุม แล้วราดด้วยน้ำกรดผสมเกลือเพื่อให้ผุพังและฝังกลบทิ้งทันที เหลือแต่พระพุทธรูปทองเหลืองเพียงองค์เดียว ที่ทางวัดเก็บไว้ให้เป็นการเตือนสติ ไม่ให้ยึดถือ โดยเขียนป้ายห้ามกราบไหว้ไว้ให้ดูเป็นตัวอย่าง ซึ่งคำสอนไม่ให้ติดยึดกับวัตถุมงคล อาจจะแตกต่างจากวิถีชีวิตของพุทธศาสนิกชนทั่วไป แต่ที่จริงแล้วก็เหมือนกัน เพราะดำเนินการไปตามแนวทางของพระไตรปิฎกอย่างเคร่งครัด ด้านนายอินทภร จั่นเอี่ยม ผอ.สำนักพระพุทธศาสนา จ.เพชรบูรณ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ได้รับการร้องเรียนมาหลายเดือน ได้ส่งเรื่องถึงพระวิสุทธินายก เจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์ ฝ่ายธรรมยุตไปแล้ว เพื่อดำเนินการไปตามขั้นตอนของสงฆ์ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่า สถานที่แห่งนี้เป็นเพียงที่พักสงฆ์ไม่ใช่วัด ส่วนการห้ามกราบไหว้พระพุทธรูปนั้นอาจไม่เหมาะสม ต่อมาผู้สื่อข่าวได้สอบถามพระวิสุทธินายก เจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์ฝ่ายธรรมยุตถึงเรื่องเดียวกันได้รับการเปิดเผยว่า เรื่องร้องเรียนพระเกษมที่ได้รับมาครั้งแรก เป็นเรื่องห้ามชาวบ้านแขวนพระเครื่อง และได้ให้เจ้าคณะอำเภอไปว่ากล่าวตักเตือนแล้ว ส่วนเรื่องห้ามกราบไหว้พระพุทธรูป หรือทำลายพระพุทธรูปนั้นยังไม่ทราบเรื่อง ต้องไปตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน “พระเกษมเป็นคนที่เถรตรงเกินไป เรื่องบางเรื่องไม่เหมาะสมก็ทำ
อย่างเรื่องการโอนบุญให้เชื้อโรคก็ไม่เคยมีในศาสนาพุทธ แต่กลับทำกัน เรื่องนี้ต้องขอตรวจสอบก่อน” เจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์กล่าว .............................
เป็นข่าวใหญ่โตอีกแล้วครับ ไว้จะมาแสดงความเห็น วันนี้ขอจองที่ไว้ก่อน อาสาฬหบูชา และ เข้าพรรษา......... จองที่ไว้หลายวันแล้ว ยังไม่ได้เขียน entry นี้สักที วันอาสาฬหบูชา เป็นวันสำคัญวันหนึ่งในทางพระพุทธศาสนา
ประมวลภาพบรรยากาศ การเวียนเทียน วันอาสาฬหบูชา 17 ก.ค. 2551 จริง ๆ แล้ว จะเรียกวันอาสาฬหบูชา ว่าเป็นวันพระพุทธ หรือวันพระธรรม และที่ว่าเรียกว่าวันพระธรรม นั้นก็เพราะว่า ทรงแสดงธรรม เป็นครั้งแรก ล่วงมา 2596 ปี จนวันอาสาฬหบูชา เวียนมาถึง เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2551 ที่ผ่านมา โยมหลายคนไม่เข้าใจ ถามอยู่เรื่อย ๆ ว่า จำพรรษาแล้ว แต่ยังมีพระบรมพุทธานุญาต เมื่อมีเหตุจำเป็น เช่น พระเข้าพรรษาแล้ว โยมก็เข้าพรรษาได้เหมือนกัน ลองพิจารณาดูนะครับ ว่าพรรษานี้จะทำความดีอะไร บุญรักษาครับ การทำบัตรประชาชน สำหรับพระภิกษุ........ เห็นข่าวหลวงพ่อคูณ ท่านไปทำบัตรประชาชนแว่บ ๆ จึงขอนำประสบการณ์มาเล่าให้สักหน่อยว่า กว่าจะได้บัตรประชาชนมานั้น ลำบากยากเย็นแค่ไหน ![]() ที่ว่ายาก ยากอย่างนี้ครับ
---------------------------- ข้อมูลเพิ่มเติม หนังสือพิมพ์มติชน เมื่อพระ...ทำบัตรประชาชน คอลัมน์ มุมบริการ
เมื่อ ราวต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาปรากฏข่าว หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เดินขึ้นที่ว่าการอำเภอเพื่อทำบัตรประจำตัวประชาชนเป็นครั้งแรก สร้างความสนใจและความสงสัยให้แก่ประชาชนทั่วไปพอสมควร กรณี "พระ...ทำบัตรประชาชน" โดยที่กฎหมายกำหนดให้ประชาชนคนไทย ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ไม่เกิน 70 ปีบริบูรณ์จะต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้กำหนดให้พระภิกษุ อยู่ในกลุ่มบุคคลที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน ตามกฎกระทรวง พ.ศ.2548 ปัจจุบันได้เกิดปัญหาพระปลอมแอบแฝงผ้าเหลือง หากิน ออกเรี่ยไรเงินสร้างความเสียหายให้แก่คณะสงฆ์อยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว ตลอดจนมิให้พระภิกษุ สามเณร กระทำการอันฝ่าฝืนประกาศมหาเถรสมาคม รวมทั้งเพื่อจัดทำบัตรประจำตัวให้แก่พระภิกษุ สามเณร ที่ประสงค์จะทำบัตรประจำตัวประชาชน กรมการปกครองจึงได้วางแนวทางการปฏิบัติไว้ ดังนี้ 1) เมื่อได้รับคำขอมีบัตร จากพระภิกษุ สามเณร เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบหลักฐานเกี่ยวกับรายการต่างๆ ในทะเบียนบ้านของวัด เช่น คำนำหน้านาม หรือวงเล็บชื่อตัวชื่อสกุลต่อท้ายสมณศักดิ์ (กรณีเป็นพระภิกษุที่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์) ว่าถูกต้องตรงกันกับรายการที่ระบุในหนังสือสุทธิสำหรับพระภิกษุ สามเณร หรือไม่ หากถูกต้องตรงกันและมีหลักฐานเอกสารประกอบอื่นๆ ตามระเบียบกรมการปกครองว่าด้วยการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนกำหนด เช่น สูติบัตร บัตรเดิม ฯลฯ ครบถ้วนก็จะพิจารณาดำเนินการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนให้พระภิกษุ สามเณร ทันทีโดยไม่ต้องดำเนินการแจ้งกรมการศาสนาทราบ 2) กรณีพระภิกษุ สามเณร นำหลักฐานสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน มาประกอบการยื่นคำขอมีบัตร จะแนะนำให้พระภิกษุ สามเณร แจ้งย้ายที่อยู่จากทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านเข้าทะเบียนบ้านฉบับของวัดแล้วขอ แก้ไขคำนำหน้านาม หรือสมณศักดิ์ และวงเล็บชื่อตัวชื่อสกุลต่อท้ายสมณศักดิ์ ให้ถูกต้องตรงกันกับที่ระบุไว้ในหนังสือสุทธิของพระภิกษุ สามเณร แล้วจึงจะดำเนินการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนให้ต่อไป ซึ่งหากพระภิกษุ สามเณร ยังคงยืนยันที่จะใช้สำเนาทะเบียนบ้านฉบับของวัด ที่ยังไม่ได้แก้ไขคำนำหน้านามให้เป็น "พระ" หรือ "สามเณร" หรือสมณศักดิ์ โดยวงเล็บชื่อตัวชื่อสกุลต่อท้ายสมณศักดิ์ กรณีพระภิกษุที่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นหลักฐานในการทำบัตรประจำตัวประชาชน เจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนให้ตามประสงค์แต่จะต้อง ดำเนินการแจ้งกรมการศาสนาเพื่อประสานการปฏิบัติต่อไป ทั้งนี้ พระภิกษุ สามเณร หากประสงค์จะมีบัตรประจำตัวประชาชนสามารถดำเนินการได้ ณ สำนักทะเบียนอำเภอทุกแห่งทั่วประเทศ หากพบปัญหาหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชน สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักทะเบียนทุกแห่ง สำหรับในส่วนกลาง โทรศัพท์ 0-2791-7625 ถ้าอ่านพระไตรปิฎกแล้วเบื่อ ลองนี่.....
ขึ้นหัวข้อเรื่องไว้อย่างนี้ เพราะว่าหลาย ๆ คน คงคิดว่าเรื่องในพระไตรปิฎก มีแต่เรื่องธรรมะธรรมโม น่าเบื่อ อ่านก็ไม่รู้เรื่อง ฟังพระเทศน์ก็ง่วงนอน เหมือนที่เขาว่า ฟังพระเทศน์ ไม่เหมือน เล่นไพ่ คือฟังพระเทศน์ นั่งได้ไม่กี่นาที ทั้งเมื่อย ทั้งง่วง แต่เล่นไพ่ กลับนั่งได้เป็นวัน ๆ ลองไปอ่านเรื่องราวในพระไตรปิฏก ส่วนของพระธรรมบท ที่แปลโดยสำนวนของ พระอัครกิตติ์ ใน blog บินเดี่ยว การผจญภัยในผ้าเหลือง แล้วจะพบว่า การอ่านธรรมะ ไม่น่าเบื่อเหมือนเคยอีกแล้วครับ ท่านอัครกิตติ์ ได้ทำการปรับเปลี่ยน สำนวนเสียใหม่ เพื่อให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย คือ คนรุ่นใหม่ ๆ อ่านแล้วสนุกได้สาระ การแสดงธรรม สำคัญตรงนี้ครับ คือให้ผู้รับ รับได้ คราวที่พระพุทธเจ้าของพวกเรานั้นยังทรงพระชนม์อยู่ ก็ทรงแสดงธรรม ด้วยวิธีการต่าง ๆ กันไป ตาม "จริต" ของผู้ฟัง แต่ว่าพระองค์ทรงสามารถ กำหนดรู้ใจของทุก ๆ คนได้ จึงทรงสามารถ แสดงธรรมให้พวกเขา เข้าใจได้โดยง่าย เช่น คราวโปรดพระนางรูปนันทา ผู้ติดอยู่ในรูปโฉม อันงดงาม พระศาสดาเราทรงแสดง รูปนิมิต ของสตรีที่งาม กว่าพระนางยิ่งนัก ให้พระนางทอดพระเนตร แล้วทรงให้รูปนิมิตนั้น แก่ หง่อม และตายไป ในขณะนั้นเอง ทำให้พระนางรูปนันทา ได้ทรงตระหนักถึง ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ของรูป และทรงละความยึดมั่นในรูปได้ นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งครับ ที่พระไตรปิฎก มีมากมายถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ( หัวข้อ/เรื่อง ) ทั้ง ๆ ที่ธรรมของพระศาสดา สามารถย่อรวมลงเหลือเพียง ๑ เดียว คือ "ความไม่ประมาท" แต่ที่แตกเหล่า แตกกอ ออกไปนั้น เพราะว่า "จริต" ของผู้ฟัง ต่างกัน บางท่านอ่านสำนวนธรรมบท ของพระอัครกิตติ์แล้ว อาจไม่ชอบใจ แต่บางท่านอาจจะหันมาศึกษาพระพุทธศาสนา เพราะได้แรงบันดาลใจ จากเรื่องราว การเขียนของท่าน นั่นก็เพราะว่า "จริต" ของผู้อ่านไม่เหมือนกัน ท้ายนี้ต้องขออนุโมทนา ในความพยายามเผยแผ่พระธรรมของท่านอัครกิตติ์ และขอเจริญพรเชิญชวน ไปลองอ่านกัน เผื่อจะถูก "จริต" บุญรักษาครับ ..... SOTUS.....
ว่าด้วยเรื่องการรับน้องใหม่ เห็นแว่บ ๆ ในหนังสือพิมพ์ ว่ามีการรับน้องอย่างพิศดารเต็มที คือ ใช้ไฟจากสีสเปรย์เผาหลังรุ่นน้อง เห็นแล้วก็อดคิดถึงตอนที่เรียน ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไม่ได้ ม.เกษตร นี่ขึ้นชื่อเรื่องการรับน้องโหด แต่ก็ไม่มีอะไรที่รุนแรง และไร้เหตุผล อย่างนี้ครับ จำได้ว่า เข้าปี ๑ ใหม่ ๆ พี่ว้ากเกอร์ ชื่อพี่หยี่ หัวหน้าว้ากเกอร์ เป็นชาวภูเก็ต ถามว่า "ใครไม่พอใจบ้าง" ยกมืออยู่คนเดียวเลยครับ นึกว่าโดนเล่นแน่เลย แต่ผิดคาดครับ พี่หยี่ เรียกออกจากแถว มานั่งคุยกันซักพัก ก็ให้กลับเข้าแถวตามเดิม แล้วก็ร่วมกิจกรรมประชุมเชียร์ต่อ จนกระทั่งจบกิจกรรมทั้งหมดที่ต่างจังหวัด พี่ ๆ ว้ากเกอร์พาเข้าห้องเปิดใจ ทั้งพี่ ทั้งน้อง ต่างคนต่างร้องไห้ ไปตาม ๆ กัน เมื่อได้รู้ความในใจของพี่ ๆ ว่า ทำทุกอย่าง ยอมให้น้อง ๆ เกลียด ก็เพราะว่าหวังดี อยากให้น้อง ๆ ได้สามัคคีกัน เล่าเฉย ๆ ไม่ได้อารมณ์ครับ ต้องไปอยู่ในบรรยากาศเอง ถึงจะรู้ พอขึ้นปี ๓ เป็นปีที่ต้องจัดรับน้องเองบ้าง ยิ่งซึ้งครับ ว่ายากเย็น และเหนื่อยแค่ไหน น้อง ๆ โดนว้าก ว่าเหนื่อย
ว่าเครียด แต่ พี่ ๆ ว้ากเกอร์ทั้งเหนื่อย ทั้งเครียดกว่าหลายเท่า ทุกอย่างที่ทำ ทุกคำที่พูด มีการวางแผนล่วงหน้า เชื่อไหมครับ ว่าวางแผนกันเป็นวินาที ไม่ใช่แค่ว่าวันนี้จะพูด จะทำอะไร แต่ ว่าวางแผนขนาดวินาทีนี้จะทำอะไร ในการวางแผน เราใช้ระบบ SOTUS เป็นหลัก คือ มีการรับน้องที่มหาวิทยาลัย ๕ ครั้ง จึงตกลงกันว่า ครั้งแรก
คือ S=Seniority ครั้ง ๒ เน้น O=Order ครั้งที่ ๓ เน้น T=Tradition ครั้งที่ ๔ เน้น U=Unity และครั้งสุดท้าย ต้อง สามารถเรียก S=Spirit จากน้อง ๆ ให้ได้ นอกจากนั้นยังมีกฎข้อห้ามที่ห้ามกันเองหลายอย่าง เช่น ห้ามว้ากเกอร์ เข้าใกล้ตัวน้อง ๆ เกิน ๑ ช่วงแขน ห้ามถูกตัวน้อง ฯลฯ หลังจากรับน้องที่มหาวิทยาลัยแล้ว มีกิจกรรมรับน้องต่อที่ต่างจังหวัด แน่นอนครับ เมื่อน้อง ๆ " ชิงธง " ได้แล้ว
การว้ากก็จบหมดสิ้นลง ได้พาน้อง ๆ เข้าห้องเปิดใจ รู้สึกดีมาก ๆ เหมือนกับ สมัยเป็นน้องเลย กาลเวลาเปลี่ยนไป สังคมเปลี่ยนไป ระบบ SOTUS และการว้าก ที่ใช้จิตวิทยาพื้นฐานว่า
" ศัตรูจากภายนอก ทำให้คนในสังคมสามัคคี " มาทำกิจกรรมรับน้อง คงต้องเปลี่ยน หรือเลิกไป แต่ก็แอบคิดไม่ได้ว่า เมื่อไรจะมี " ศัตรูจากภายนอก มาทำให้สังคมไทยสามัคคี" ซะที
..... ทีนี้ มาดูกันในภาคธรรมะบ้าง
เรื่องของความสามัคคี พระศาสดาเราทรงสรรเสริญว่า "นำมาซึ่งความสุขแก่หมู่คณะ" ( สุโข สังฆัสสะ สามัคคี ) ถ้าจะมานั่งรอให้มีศัตรูภายนอก เข้ามาทำให้เราสามัคคี เลิก "กัด" กัน ละก็ คงจะไม่เข้าท่า ต้องอาศัยวิธีของพระศาสดา ที่เรียกว่า อปริหานิยธรรม ๗ ประการ หมู่คณะใดก็ตาม ประกอบพร้อมด้วยธรรม ทั้ง ๗ ข้อนี้ รับรองได้ว่าจะไม่มีการเสื่อม แม้จะมีศัตรูจากภายนอก ที่ร้ายกาจขนาดไหนก็ตาม ก็ไม่อาจทำอันตรายใด ๆ กับหมู่คณะนั้น ๆ ได้ ๑. หมั่นประชุมกันเป็นนิตย์ ๒. เมื่อประชุมให้พร้อมเพรียงกัน และช่วยทำกิจของหมู่คณะ ๓. ไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงบัญญัติไว้ และไม่เพิกถอนสิ่งที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว ๔. เคารพและเชื่อฟังผู้เป็นประธาน ๕. ไม่ลุแก่อำนาจความอยากที่เกิดขึ้น ๖. ยินดีในเสนาสนะป่า ๗. ตั้งใจอยู่ว่า เพื่อนภิกษุสามเณรผู้มีศีล ที่ยังไม่มาสู่อาวาส ขอให้มา ที่มาแล้วขอให้อยู่เป็นสุข ธรรมะของพระพุทธองค์เป็นอกาลิโก ไม่จำกัดกาลครับ นำมาปรับใช้กับบ้านเมืองของเราได้ ลองคิดกันดูครับ สาธุ บุญรักษาครับ ..... สังฆทานแนวใหม่........ วันนี้โยมเพื่อน ๆ จากเซนต์คาเบรียลมาที่วัดครับ มาพร้อมกับสังฆทานแนวใหม่ เห็นบอกกันว่า ได้แนวคิดมาจากรายการ "จุดเปลี่ยน" ไม่เคยดูครับ รายการนี้ แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นรายการที่มีประโยชน์พอสมควร สังฆทานแนวใหม่ที่ว่าคือ ไม่ได้เป็นถังสำเร็จรูป แต่ว่าเป็นสิ่งของที่จัดเอง คราวนี้เป็น เครื่องเขียนชุดใหญ่ พร้อมด้วยน้ำยาทำความสะอาดต่าง ๆ แน่นอนว่าในถังสังฆทานสำเร็จรูป ไม่มีของพวกนี้แน่ นับว่าได้ประโยชน์จริง ๆ ครับ ได้ใช้งานแน่ ๆ อานิสงส์ของทานจะมากหรือน้อย ส่วนหนึ่ง ขึ้นอยู่กับประโยชน์นี่เอง ลองคิดดูว่า ถ้าให้ข้าว น้ำ กับคนที่กำลังหิว นับว่ามีประโยชน์กับผู้รับมาก ผู้ให้ ก็ได้อานิสงส์มาก แต่ถ้าให้เสื้อผ้า กับคนหิว เป็นประโยชน์กับผู้รับบ้าง เหมือนกัน แต่ก็ไม่เท่ากับข้าว น้ำ อานิสงส์ ก็ไม่เท่ากันตามส่วน เป็นเรื่องของ การหา supply ให้ตรงกับ demand เพื่อให้เกิด maximum utility นั่นเอง ลองดูนะครับ คราวหน้า เกิดอยากถวายสังฆทานละก็ ลองดูง่าย ๆ ว่า อยู่ที่บ้านโยมใช้อะไรกันบ้าง พระอยู่วัด ก็ใช้เหมือน ๆ กันละครับ อนุโมทนาล่วงหน้า บุญรักษาครับ ..... พฤษภาคม 2535 ถึง มิถุนายน 2551พฤษภาคม 2535 ตอนนั้น เป็นนิสิต อยู่ที่ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เกิดเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า "พฤษภาทมิฬ"
มาปีนี้ 2551 สถานการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างไรไม่ทราบได้ เนื่องจาก ไม่ค่อยได้ติดตาม
ข่าวการเมือง แต่ได้ยินจากญาติโยมว่ารู้สึกว่าหนักขึ้นทุกที
เลยนำภาพเก่า ๆ มาให้ดูกัน เพื่อเตือนสติทุก ๆ ฝ่าย ว่า เราคนไทยด้วยกันทั้งนี้น
ควรจะรัก และสามัคคีกันไว้ อย่าให้เป็นอย่างเดิมเลย ของฝากจากงานศพเคยไปงานศพกันไหมครับ ?
คงน้อยคนที่ตอบว่าไม่เคย ที่ไม่เคย ก็น่าจะเป็นเด็ก ๆ เล็ก ๆ กระมัง แต่สำหรับผู้ที่โตสักหน่อย คงได้ไปงานศพหลายหนแล้ว สมัยเป็นเด็ก ไปงานศพญาติผู้ใหญ่ โตมาหน่อยก็เริ่มไปงานศพคนรุ่นเดียวกัน ใครที่อายุยืน ก็อาจได้ไปงานศพของคนรุ่นลูกหลาน มนุษย์เรานี้เกิดมาเท่าไร ก็ตายเท่านั้น อีกไม่เกิน ๑๐๐ ปี มนุษย์ทุกคนที่มีอยู่บนโลกขณะนี้ ก็ตายกันหมดแล้ว การจัดงานศพนั้นเป็นไปตามประเพณีนิยมของแต่ละศาสนาจะกล่าวถึงเฉพาะศาสนาพุทธก็แล้วกันครับ
ในประเพณีของชาวไทยพุทธ ( เพราะไม่เคยรู้ประเพณีพม่าพุทธ หรือ อินเดียพุทธ ) นั้น งานศพให้อะไรหลาย ๆ อย่าง เรียกว่า เป็น อานิสงส์จากการไปงานศพ บางคนอาจจะสงสัย ปกติไปงานศพได้อย่างมากก็ของชำร่วย อาหารว่าง แต่ต้องเสียเงินใส่ซองให้เจ้าภาพ ยังมีอานิสงส์อะไรด้วยหรือ?
มีผู้ประพันธ์ไว้คล้องจองกันว่าการไปงานศพนั้นได้อานิสงส์คือ
๑. ได้ระลึกคุณความดีของผู้ตาย ๒. ได้เห็นใจท่านเจ้าภาพ ๓. ได้ซึมทราบสัจจธรรม ๔. ได้หม่ำข้าวต้ม ๕. ได้ชื่นชมของชำร่วย ๖. ได้รวยทางลัด ๗. ได้ฟัดไฮโล ๘. ได้โชว์ผ้าใหม่ ลองมาดูกันแต่ละข้อ ๑. ได้ระลึกคุณความดีของผู้ตาย นับเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วครับ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่ใช่ญาติสนิท ที่จะระลึกถึงความดีของผู้ตาย ว่าท่านเคยให้อะไรเรา เคยช่วยเหลืออะไรเรา เคยทำอะไรให้เรา อย่างยิ่งถ้าเป็นผู้ที่ไม่สนิทกันเลยยิ่งเป็นโอกาสสุดท้ายจริง ๆ เพราะในไม่ช้าเราก็ต้องลืมเลือนกันไป ถ้าเป็นญาติยังมีโอกาส จัดงานทำบุญ ๓ วัน ๗ วัน ๕๐ วัน ๑๐๐ วัน หรือ ครบรอบปี อย่างน้อยก็วันสงกรานต์ ยังมีโอกาสระลึกถึงกันได้บ้าง ๒. ได้เห็นใจท่านเจ้าภาพ ในที่นี้แบ่งออกเป็น ๒.๑ ได้เห็นว่าใจของเจ้าภาพนั้น รู้สึกอย่างไรกับผู้ตาย อาจดูได้จากการจัดงานครบถ้วน ถูกต้องตามประเพณี ไม่ต้องถึงขนาดเลิศหรูอลังการ แต่ก็สมบูรณ์ แสดงว่า เจ้าภาพมีใจรักใคร่สนิทสนมกันดีกับผู้ตาย ๒.๒ ได้แสดงความเห็นใจท่านเจ้าภาพ ในเวลาแห่งการสูญเสียนั้น กำลังใจเป็นเรื่องสำคัญมาก เจ้าภาพอาจต้องการคนช่วยปลอบใจ นอกจากกำลังใจแล้ว กำลังทรัพย์ก็เป็นสิ่งที่พอช่วยกันได้อีกอย่าง ๓. ได้ซึมทราบสัจจธรรม มีสัจจธรรมมากมายในงานศพ เรียกว่าเป็นกุศโลบาย หรือ เป็นปริศนาธรรมเยอะแยะ ถ้ารู้จักสังเกต ขอยกตัวอย่างเล็กน้อย เช่น เริ่มจากการรดน้ำศพ รดน้ำที่มือของศพ มือของศพนั้นถ้าไม่ใช่ศพไฟไหม้ หรือไฟฟ้าดูดเป็นต้น มือจะแบออก เมื่อเทียบกับมือของเด็กแรกเกิดที่กำเข้า คล้ายกับจะบอกว่า เกิดมาเพื่อเอามาถือไว้ แต่ตายไปกลับแบ ถืออะไรไปไม่ได้สักอย่างเดียว จากนั้นเมื่อนำศพใส่โลง มัดตราสังข์ ด้วยบ่วง ๓ บ่วง ที่คอ มือ และ เท้า ก็ เป็นการแสดงธรรม ในข้อที่ว่า ทรัพย์สิน ภรรยา และบุตร เป็นเสมือนบ่วง ๓ บ่วง ที่รั้งสัตว์ไว้ให้ติดอยู่ในโลก ปิดฝาโลงเรียบร้อย รอพระสวดอภิธรรม ได้เวลาอาหารเย็นพอดี ลูกหลานนำอาหารมาวางข้างโลง แล้วเคาะโลงเรียกผู้ตายกินข้าว ก็เป็นสัจจธรรมอยู่เองว่าผู้ตายไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ มีภาษิตจีนว่า "ข้าวเปล่ายามเป็น ดีกว่าเอ็นมังกรยามตาย" หมายถึง การดูแลคนที่เรารัก โดยเฉพาะพ่อแม่นั้น ต้องทำเสียแต่ตอนท่านยังเป็น ๆ อยู่ ไม่ใช่รอจนท่านตายแล้วจึงนำของดี ๆ เซ่นไหว้ท่าน ให้เซ่นไหว้ท่านตั้งแต่ยังเป็น ๆ หัวค่ำ พระมาสวดพระอภิธรรม ท่านจะถือตาลปัตร ส่วนใหญ่มีความว่า " ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น" หลายท่านเข้าใจว่าทั้ง ๔ วรรค แปลว่า "ตาย" เท่ากันหมด แต่ถ้าพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้ว จะเห็นว่า "ไปไม่กลับ" หมายถึง "วัย หรือ อายุ" ที่ไปแล้วไม่กลับ "กำลัง แรง ที่มีมากในวัยหนุ่มสาว" ไปแล้วก็ไม่กลับ เป็นต้น "หลับไม่ตื่น" ไม่ตื่นจากอวิชชา ไม่เป็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เพียงใด ก็ต้องตายอีก เกิดอีก ไม่รู้จบ "ฟื้นไม่มี" ก็ตายแน่ ไม่มีฟื้น "หนีไม่พ้น" ได้แก่ ผลของกรรมที่ได้กระทำ ทั้งทำดี ทำชั่ว ต้องได้รับผลทั้งนั้น เท่านี้ก่อนแล้วกันครับ สำหรับข้อนี้ ๔. ได้หม่ำข้าวต้ม ปัจจุบันคงต้องเพิ่ม กระเพาะปลา ราดหน้า ขนมกล่อง เป็นต้น สรุปรวมคือ อาหารว่าง นี่เป็นธรรมเนียมไทยแต่โบราณว่า ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ ถ้าเจ้าภาพมีมากยังได้เหลือเผื่อแผ่ไปถึง วณิพก ยาจก ใกล้เคียงด้วย เป็นการเพิ่มทานมัยเข้าไปอีกประการ
๕. ได้ชื่นชมของชำร่วย โดยเฉพาะปัจจุบันนี้นิยมให้ธรรมะเป็นของชำร่วย เช่นหนังสือธรรมะ เทป ซีดี ธรรมะ นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ได้รับแล้ว ขอให้ฟัง ให้อ่านด้วย จะได้ชื่นชมกับของชำร่วย สมความตั้งใจของท่านเจ้าภาพ ๖. ได้รวยทางลัด อันนี้แสดงถึงอุปนิสัย ชอบเสี่ยงโชคของบางคน ไปงานศพถามอายุผู้ตาย ดูปีเกิดผู้ตาย หรือดูวันตาย คืออะไรเป็นเลขเอาหมด เผื่อจะรวยทางลัด นอกจากนี้ยังมีผู้ที่ไปงานศพแล้วรวยก็คือผู้ที่มีหน้าที่โดยตรงเช่น เจ้าหน้าที่ประจำศาลา สัปเหร่อ รวยแน่ครับ ๗. ได้ฟัดไฮโล จำได้ว่าสมัยอยู่ ป.๕ เคยไปงานศพที่ต่างจังหวัด ไกลมาก ๆ ไม่มีไฟฟ้าใช้ แต่ก็มีการเปิดวงสังสรร เฮฮา หน้าศพกันยันเช้าตลอดงาน และแน่นอนว่าต้องมีวงไพ่ ไฮโล เหล้า อยู่ด้วย มิเช่นนั้นจะอยู่กันไม่ยืด แต่สมัยนี้กฎหมายท่านห้ามแล้วนะครับ ในวัดก็ด้วยห้ามเหมือนกัน เอาเป็นว่า แค่ได้พบปะกันในหมู่ญาติมิตร บางท่านไม่ได้พบกันนานมาก มีโอกาสก็งานศพนี่เอง ที่จะได้กลับมาเจอะกัน ๘. ได้โชว์ผ้าใหม่ ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน เรื่องผ้าใหม่ ชุดใหม่ กับสุภาพสตรี คงหนีกันไม่พ้น งานไหนงานนั้น ไม่ว่าเกิด แต่ง ตาย ที่มีหน่อย ก็ ตัดใหม่ทุกงาน มีแต่ประหยัดก็อาศัย มิกซ์ แอนด์ แมทช์บ้าง ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง แต่แต่งดีสุดคือ แต่งใจ "คนจะงาม งามน้ำใจ ใช่ใบหน้าฯ" เอาละครับ ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ ต้องอนุโมทนาด้วย คงได้อะไรกลับไปบ้างครับ สาธุ บุญรักษาครับ ความไม่สามัคคีกันในประเทศชาติ........
มีโยมตั้งกระทู้ถาม
เป็นเรื่องแนวการเมือง
ซึ่งไม่เหมาะสมที่วัดจะให้ความเห็น
แต่ว่า space นี้เป็น ที่ส่วนตัว
ไม่เกี่ยวข้องกับวัด
จึงขอตอบไว้ที่นี่
น่าจะเหมาะสมกว่า
ตอบอย่างกำปั้นทุบดินว่า
"ไม่ใช่กิจของสงฆ์"
ตอบอย่างยาว ๆ หน่อยว่า
"1. พระไม่มีหน้าที่ตัดสินว่าใครโกง ใครไม่ดี
ของอย่างนี้ไม่ต้องมีใครตัดสิน
กรรม และ วิบาก จะทำหน้าที่ของมันเอง
2.เชื่อว่าหลาย ๆ คน ทั้งสนับสนุน และคัดค้าน
เป็นผู้เห็นแก่ประเทศชาติ
3. แต่ก็เชื่อว่า บางคน เป็นผู้เห็นแก่ประโยชน์ตนมากกว่า
4. เมื่อ พ.ศ.2535 อยู่มหาวิทยาลัย เคยผ่านพฤษภาทมิฬ
ไม่อยากให้มีอีก เสียดายเลือดเนื้อ คนไทยด้วยกัน
5. น่าจะเอาเวลามาช่วยกันแก้ปัญหาปากท้องมากกว่า
6. พระสงฆ์ ควรช่วยกันรณรงค์ เผยแผ่ ธรรม
โดยเฉพาะเรื่องความสามัคคี
7. ที่ชุมนุมดูไป ก็คล้าย ๆ การจัดทัพของทหาร
พระสงฆ์ไปอยู่ในทัพเป็นอาบัติได้
ฯลฯ
ยังมีอีกหลายอย่างในใจ
ต้องใช้เวลากลั่นเป็นคำพูดอีกสักนิด
......
พึ่งรู้ว่าความห่วงมันทุกข์ !...
วันนี้ อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกห่วงขึ้นมาครับ ปกติเป็นคนไม่ค่อยห่วง ลองนึกย้อนหลังดูแล้ว ทบทวนหลาย ๆ ตลบ ยังไม่พบความห่วงอย่างวันนี้ ก่อนนี้ ไม่เคยห่วงใคร แม้แต่ตัวเอง !! คนที่คุ้นเคยกันสมัยเป็นฆารวาส จะรู้ดี ว่าใช้ชีวิตแบบ ไม่มีห่วง ไม่สนใจใคร เอามันส์เข้าว่าอย่างเดียว ไม่ห่วงกระทั่งสุขภาพ หรือชีวิต ของตัวเอง แล้วจะไปห่วงใครได้ แต่วันนี้ มีความรู้สึกแว่บขึ้นมา ว่า เรายังมีคนข้างหลังอีก แต่แปลก คนข้างหลัง กลับไม่ใช่ญาติ พี่ น้อง กลายเป็น คนงานในวัด ญาติโยมผู้เช่าที่ดินวัด ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่ที่เข้าใจ คือ นี่เองความห่วงเป็นอย่างนี้นี่เอง หนักอึ้ง เกิดมาจากโมหะ ความหลง ลักษณะอาการของเจ้าความหลง คือคิดคาดการณ์ไปข้างหน้า เดาเหตุที่ยังไม่มาถึง ลองเทียบเคียงจากที่เรียนมา ใช่เลย ห่วงเกิด เพราะเราคิดไปข้างหน้า ว่า ถ้า....แล้ว...... คิดไปคิดมาพอ "........" หลังคำว่า "แล้ว" เป็นสิ่งที่เราไม่ชอบใจขึ้นมา ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ คงต้องกลับมาใส่ใจ เฉพาะ "ปัจจุบัน" จะได้ หายห่วง ... Multitask !!!มัลติทาสก์ มาก ๆ ครับ สำหรับพรรษานี้ หรือ ปีนี้
mul·ti·task·ing
n. The concurrent operation by one central processing unit of two or more processes. ภารกิจมากเหลือเกิน
อย่างที่ว่าไว้ใน เรื่องงานวันวิสาขบูชา ว่า "ได้รับความไว้วางใจ" นั่นเอง
ที่งานเยอะก็ต้องดีใจว่า ได้รับความไว้วางใจเยอะ
และแน่นอนได้บุญเยอะด้วย
บุญจากการช่วยทำงานเรียกว่า "ไวยาวัจจมัย"
หมายถึงการช่วยขวนขวายในกิจที่ชอบทำให้เกิดบุญ
และแน่นอน ต้องมีบุญอื่น ๆ เกิดขึ้นด้วย
ลองดูกันครับ ว่า multitask จริงไหม
ทุกวัน
ทำงานที่สำนักงานในฐานะ กรรมการบริหารฝ่ายสงฆ์
นำทำวัตรสวดมนต์เช้า
จัดการกิจนิมนต์ในวัด
ดูแลเว็บ http://watyaichaimongkol.net
จัดการเกี่ยวกับสังฆทานรวม
ดูแลสวัสดิการพระ
สัปดาห์ละ ๕ วัน
สอนนักธรรมชั้นเอก
สัปดาห์ละ ๑ วัน
นำเจริญพระพุทธมนต์
นำทำวัตรเช้าวันพระ
เทศนาเช้าวันพระ
เดือนละ ๓ ครั้ง
จ่ายค่าแรงคนงาน
เดือนละ ๑ ครั้ง
สอนนักเรียน ร.ร. วัดใหญ่ฯ
นอกจากนั้นก็มีงานจรต่าง ๆอีก
สู้ต่อไปเถิด
พระนิพพานยังรอเราอยู่
virus msn ไวรัส มันมากับเอ็มวันนี้เจอไวรัสเอ็มเอสเอ็นเข้าให้ ดีนะว่ารู้ทันซะก่อน
![]() เรื่องมีอยู่ว่า Moozashi หรือ มู ได้ติดต่อทางเมล์
กับใครคนหนึ่งแล้ว ปรากฎว่ามีการส่งไฟล์ photo-022.zip
มาให้มู มูคิดว่าเป็นไฟล์ภาพ จึงแตกไฟล์ออก
ทันใดนั้นเอง
คอมมูถึงกับ hang ทันที !!!
เท่านั้นไม่พอ
คอมมูเริ่มติดต่อกับผู้ที่อยู่ในรายชือใน msn ของเขา
แล้วส่งไฟล์ photo-022.zip ไปทั่ว
มีส่งมาที่วัดใหญ่ด้วย ดังภาพบน
ดีว่าไหวตัวทัน เพราะว่า
มูไม่เก่งภาษาอังกฤษ ทำให้เกิดความสงสัยมาก่อนเลยว่า
ทำไมมูถึงเขียนมาเป็นภาษาฝรั่ง ด้วยสำนวนดีขนาดนั้น
และอีกอย่างคือ เคยโดนมาแล้วครั้งหนึ่งครับ
ตัดสินใจโหลดไฟล์มาแล้ว scan ด้วย Bitdefender
ไม่เห็นว่าเป็น virus แต่ แสดงชือไฟล์ที่บีบอัด
ให้ดู ปรากฎว่าชื่อไฟล์คือ
photo-022.jpg_www.???????.com
ตรง ?????? คือจำไม่ได้ว่าเขียนว่าอะไร
แสดงว่าผู้เขียนไฟล์นี้ขึ้นมา พยายามตั้งชื่อ
ให้เรานึกว่าเป็นไฟล์ภาพ ทั้ง ๆ ที่เป็นไฟล์ *.com
รู้เท่าทันดังนี้แล้ว เลยจัดการกำจัดเสีย
แล้วโทรติดต่อให้มูรู้ตัวว่ากำลังโดน virus อ้างชื่ออยู่
เชื่อไหมครับ ทั้งวันมันพยายามส่งมา 3 ครั้ง
และส่งต่อให้เพื่อน ๆ ใน msn ของมูอีกเป็นสิบ ๆ
และคอมของมูช้าลงจนเกือบใช้การไม่ได้
ระวังกันหน่อยก็ดี
ถ้าเพื่อนส่งไฟล์มาก็น่าจะได้คุยกันก่อนให้รู้ว่าเป็นตัวจริงแน่
![]() ภาพนี้คือความพยายามครั้งที่ 2 ของไวรัส
![]() นี่ครั้งที่ 3 |
|
|